จาก Generative AI ที่หลายคนคุ้นเคย ก้าวต่อไปของเทคโนโลยี AI กำลังขยับเข้าสู่การทำงานในรูปแบบ Agentic AI ที่สามารถรับหน้าที่บางส่วนใน Workflow และดำเนินงานตามเงื่อนไขที่มนุษย์กำหนด ซึ่งเป็นอีกประเด็นที่ถูกหยิบขึ้นมาแลกเปลี่ยนในกิจกรรม The Professional Series: “Smart Mobility : The Next Move” ของวิทยาลัยโลจิสติกส์ การบิน และสมาร์ทโมบิลิตี้ มหาวิทยาลัยศรีปทุม
บนเวทีมีการอธิบายว่า การนำ Agentic AI มาใช้จำเป็นต้องเริ่มจากการกำหนด Workflow ที่ชัดเจน เพราะ AI ต้องรู้ว่ากระบวนการทำงานมีขั้นตอนอย่างไร และต้องดำเนินการภายใต้เงื่อนไขใด โดยวิทยากรเน้นว่ามนุษย์ยังเป็นผู้กำหนดโจทย์และกระบวนการให้ AI ทำงาน แม้ AI จะสามารถดำเนินงานบางส่วนได้รวดเร็วกว่า
หนึ่งในตัวอย่างที่ถูกนำเสนอคือการใช้ Agent สำหรับ Monitor GPS ของรถขนส่ง จากเดิมที่ต้องมีคนคอยเปิดหน้าจอตรวจสอบว่ารถแต่ละคันใกล้ถึงจุดหมายหรือไม่ ระบบสามารถติดตาม Movement และตรวจสอบว่ารถเข้าสู่ขอบเขตหรือ Beacon ที่กำหนดไว้หรือยัง ก่อนส่ง Alert ตามเงื่อนไขที่วางไว้
นอกจากนี้ ยังมีการยกตัวอย่างการนำ Agent เข้าไปทำงานร่วมกับช่องทางสื่อสารอย่างกลุ่ม Line ซึ่งในงานขนส่งอาจมีการส่งข้อความและรูปภาพเมื่อเกิดปัญหา เช่น ส่งสินค้าไม่สำเร็จหรือสินค้ามีตำหนิ เพื่อให้ข้อมูลจำนวนมากที่ไหลอยู่ในช่องทางสื่อสารสามารถถูกนำไปจัดการต่อในกระบวนการทำงานได้อย่างเป็นระบบมากขึ้น
ประเด็นดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า AI ในงานโลจิสติกส์กำลังขยับจากการเป็นเครื่องมือสำหรับ “ถาม–ตอบ” ไปสู่การช่วยดำเนินงานบางส่วนของ Workflow แต่หัวใจสำคัญยังอยู่ที่คนทำงานซึ่งต้องเข้าใจกระบวนการ และสามารถกำหนดเงื่อนไขให้ AI ทำงานได้ตรงกับโจทย์ของธุรกิจ

#มหาวิทยาลัยศรีปทุม #SPU #SmartMobility #เรียนกับตัวจริงประสบการณ์จริง #FutureSkills #ส่งเสริมผลักดัน #โอกาส #ศรีปทุม #SripatumUniversity #SPU #วิทยาลัยโลจิสติกส์การบินและสมาร์ทโมบิลิตี้









