รู้ทฤษฎี vs ทำได้จริง : เปิดวิธีคิด ‘พัชราภรณ์ กวีสุทธิ์’ เด็กวิศวะไฟฟ้า SPU ที่ใช้ทุกโอกาสสร้างแต้มต่อก่อนก้าวสู่การทำงานจริง

รู้ทฤษฎี vs ทำได้จริง : เปิดวิธีคิด ‘พัชราภรณ์ กวีสุทธิ์’ เด็กวิศวะไฟฟ้า SPU ที่ใช้ทุกโอกาสสร้างแต้มต่อก่อนก้าวสู่การทำงานจริง

การเรียนวิศวกรรมอาจเริ่มต้นจากทฤษฎี สูตรคำนวณ และหลักการทางเทคนิค แต่สิ่งที่ทำให้นักศึกษาคนหนึ่งเข้าใจว่า ความรู้เหล่านั้นนำไปใช้ได้จริงแค่ไหน คือการได้เผชิญกับโจทย์ที่ไม่มีคำตอบสำเร็จรูป ได้ทดลอง ได้ผิดพลาด และได้กลับมาแก้ใหม่ด้วยตัวเอง

นี่คือเส้นทางการเรียนรู้ของ พัชราภรณ์ กวีสุทธิ์ นักศึกษาสาขาวิชาวิศวกรรมไฟฟ้า คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีปทุม (SPU) ที่ตลอดช่วงการเรียนไม่ได้หยุดอยู่เพียงในห้องเรียน แต่เปิดโอกาสให้ตัวเองเข้าไปเรียนรู้ผ่านทั้ง Project ที่มีให้ลงมือทำทุกภาคการศึกษา การแข่งขันด้านเทคโนโลยีและวิศวกรรม กิจกรรมของคณะ รวมถึงการเป็นตัวแทนเข้าร่วมเวทีต่างๆ เพื่อสะสมประสบการณ์ที่ค่อยๆ เปลี่ยนทั้งวิธีคิด ทักษะ และความมั่นใจในตัวเอง

พัชราภรณ์เล่าว่า สิ่งที่ได้รับมากที่สุดจากการผ่านประสบการณ์เหล่านี้ คือการได้เห็นความแตกต่างระหว่าง “เข้าใจทฤษฎี” กับ “ทำให้เกิดขึ้นจริง” เพราะแม้จะเรียนเนื้อหาในห้องและเข้าใจหลักการ แต่เมื่อถึงเวลานำไปใช้จริง มักมีปัญหาที่ไม่เคยอยู่ในโจทย์ให้ต้องรับมือเสมอ กระบวนการนี้ทำให้ได้ฝึกคิด แก้ปัญหา และเรียนรู้การทำงานร่วมกับผู้อื่นมากขึ้น

หนึ่งในประสบการณ์ที่เปลี่ยนวิธีคิดของเธออย่างชัดเจน คือการแข่งขันที่ต้องทำงานภายใต้ระยะเวลาจำกัด จากเดิมที่เคยคิดว่า “ต้องทำให้ดีที่สุด” การแข่งขันทำให้เข้าใจอีกมุมว่า ในโลกความจริงหลายครั้งโจทย์ไม่ได้อยู่ที่การทำทุกอย่างให้สมบูรณ์ที่สุด แต่คือการ “ทำให้ดีที่สุดภายใต้ข้อจำกัดที่มี”

เมื่อเจอปัญหาที่ไม่สามารถแก้ไขได้ทันที สิ่งที่ต้องทำคือหยุดมองภาพรวม แล้วพิจารณาว่าอะไรสำคัญที่สุด จัดลำดับปัญหา และค่อยๆ แก้ทีละจุด วิธีคิดนี้ทำให้เธอเรียนรู้ที่จะบริหารทั้งเวลา ทรัพยากร และข้อจำกัดที่เกิดขึ้นตรงหน้า มากกว่าการพยายามทำทุกอย่างพร้อมกัน

ประสบการณ์จาก Project ด้านวงจรและระบบควบคุมก็ทำให้พัชราภรณ์มองเห็นความสำคัญของพื้นฐานวิศวกรรมชัดขึ้น เพราะในการเรียนแต่ละวิชา นักศึกษาอาจเรียนแยกเป็นเรื่อง ทั้งการวิเคราะห์วงจร การคำนวณค่าทางไฟฟ้า การทำความเข้าใจอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ หรือการวัดค่าต่างๆ แต่เมื่อถึงเวลาทำ Project จริง ความรู้เหล่านั้นต้องถูกนำมาประกอบเข้าด้วยกันทั้งหมด

และนอกจากการนำความรู้หลายส่วนมาใช้พร้อมกัน สิ่งที่ต้องรับมือยังรวมถึงปัญหาที่ไม่ได้มีระบุอยู่ในโจทย์ตั้งแต่ต้น ประสบการณ์ตรงนี้ทำให้เธอเห็นว่า ความรู้ในห้องเรียนไม่ได้มีไว้เพียงเพื่อสอบ แต่เป็นพื้นฐานที่ช่วยอธิบายว่า “ทำไมระบบถึงทำงานแบบนี้” และเมื่อระบบไม่ทำงานตามที่คาด จะสามารถย้อนกลับไปวิเคราะห์สาเหตุและแก้ปัญหาได้อย่างมีหลักการ

เมื่อต้องผ่านทั้ง Project การแข่งขัน และกิจกรรมหลายรูปแบบอย่างต่อเนื่อง พัชราภรณ์มองว่าตัวเองพัฒนาขึ้นอย่างชัดเจนใน 3 ด้าน คือ การแก้ปัญหา การทำงานเป็นทีม และการสื่อสาร

จากช่วงแรกที่มักโฟกัสกับหน้าที่ของตัวเองเป็นหลัก การทำงานเป็นทีมหลายครั้งทำให้เธอเข้าใจว่า ความสำเร็จไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าในทีมมี “คนที่เก่งที่สุด” หรือไม่ แต่ขึ้นอยู่กับการมองให้ออกว่าแต่ละคนมีจุดแข็งอะไร แล้วนำความสามารถที่แตกต่างกันมาประกอบกันเพื่อให้งานเดินไปข้างหน้า

ขณะเดียวกัน การต้องนำเสนอ Project และเข้าร่วมการแข่งขันก็ช่วยพัฒนาทักษะการสื่อสาร จากเดิมที่รู้สึกตื่นเต้นเมื่อต้องพูดต่อหน้าคนจำนวนมาก วันนี้เธอกล้าที่จะอธิบายความคิดของตัวเองมากขึ้น และเรียนรู้ที่จะปรับวิธีพูดให้เหมาะกับคนที่กำลังสื่อสารด้วย

แต่เบื้องหลังประสบการณ์ที่เพิ่มขึ้น ไม่ได้หมายความว่าทุก Project จะเป็นไปตามแผน

พัชราภรณ์ยอมรับว่าแทบทุกครั้งที่ลงมือทำ มักมีปัญหาเกิดขึ้นเสมอ บางครั้งสิ่งที่ทดลองไว้ตั้งแต่ต้นไม่สามารถใช้งานได้จริง หรือผลลัพธ์ที่ได้ต่างจากสิ่งที่คาดไว้ สิ่งสำคัญที่เธอเรียนรู้จึงไม่ใช่การหลีกเลี่ยงความผิดพลาด แต่คือการเปลี่ยนวิธีมองต่อมัน

แทนที่จะมองว่าปัญหาคือ “ความล้มเหลว” เธอเลือกมองว่าเป็นข้อมูลที่กำลังบอกว่า วิธีที่ใช้อยู่อาจยังไม่เหมาะ และหน้าที่ของผู้ทำงานคือกลับไปค้นหาสาเหตุ ปรับ และทดลองใหม่อีกครั้ง

ประสบการณ์แบบนี้ทำให้เธอใจเย็นขึ้นเมื่อเจอปัญหา และไม่กลัวที่จะลองใหม่ เพราะเริ่มเข้าใจว่าการทำงานจริงแทบไม่มีทางที่ทุกอย่างจะเป็นไปตามแผนตั้งแต่ครั้งแรก

อีกหนึ่งแรงสำคัญที่อยู่เบื้องหลังการได้ออกไปลองทำจริง คือบทบาทของอาจารย์ในคณะ พัชราภรณ์มองว่า หลายโอกาสที่ได้เข้าร่วมการแข่งขันหรือพัฒนา Project เกิดขึ้นจากการที่อาจารย์คอยแนะนำและเปิดพื้นที่ให้นักศึกษาได้ลองทำสิ่งใหม่ นอกเหนือจากการเรียนในห้องเรียน

อาจารย์ยังคอยให้คำแนะนำระหว่างการทำ Project และช่วงเตรียมตัวก่อนการแข่งขัน แต่สิ่งที่เธอมองว่ามีคุณค่า คือหลายครั้งอาจารย์ไม่ได้บอกคำตอบทั้งหมดให้โดยตรง กลับใช้คำถามหรือ Feedback เพื่อให้นักศึกษากลับไปคิด วิเคราะห์ และปรับงานด้วยตัวเอง กระบวนการนี้ทำให้ผู้เรียนไม่ได้เพียงแก้โจทย์ตรงหน้า แต่ได้ฝึกวิธีคิดที่สามารถนำไปใช้กับโจทย์อื่นต่อได้

หากย้อนกลับไปในปีแรก พัชราภรณ์บอกว่า ตัวเองยังไม่ค่อยมั่นใจทั้งในเรื่องความรู้และการแสดงความคิดเห็น เพราะในเวลานั้นยังไม่รู้ว่าตัวเองสามารถทำอะไรได้มากแค่ไหน แต่เมื่อได้ผ่าน Project การแข่งขัน และการทำงานร่วมกับคนที่มีความสามารถแตกต่างกัน ความมั่นใจก็ค่อยๆ เพิ่มขึ้นจากประสบการณ์จริง

วันนี้เธอไม่ได้มองว่าตัวเอง “เก่งที่สุด” แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือความเชื่อมั่นว่า หากต้องเจอกับสิ่งใหม่ เธอสามารถเรียนรู้ พัฒนา และพยายามหาทางแก้ได้

“หนูคิดว่าการเปิดโอกาสให้ตัวเองรับสิ่งใหม่ๆ มันก็จะมีสิ่งดีๆ เข้ามาค่ะ”

หนึ่งในเวทีล่าสุดที่นำประสบการณ์ทั้งหมดมาต่อยอด คือ COE IDOL 2026 ซึ่งพัชราภรณ์ผ่านเข้าสู่รอบ 12 คนสุดท้ายและได้รับรางวัลชมเชย โดยมองว่าประสบการณ์จาก Project และการแข่งขันก่อนหน้านี้ช่วยอย่างมาก โดยเฉพาะทักษะด้านการนำเสนอและการสื่อสาร

เมื่อต้องสื่อสารภายใต้เวลาที่จำกัด เธอนำประสบการณ์เดิมกลับมาใช้ ตั้งแต่การจัดลำดับเนื้อหาให้ชัดเจน การฝึกพูดหลายครั้ง ไปจนถึงการพยายามรักษาความเป็นตัวเองไว้บนเวทีให้มากที่สุด

ประสบการณ์จากการทำทั้งงานด้านวิศวกรรมและงานที่ต้องใช้การสื่อสารยังทำให้เธอมองว่า วิศวกรยุคใหม่ไม่สามารถมีเพียง Technical Skill ได้อีกต่อไป แต่ต้องมี Soft Skill ที่ช่วยให้สามารถทำงานร่วมกับคนอื่นและนำความรู้ไปสร้างผลลัพธ์ได้จริง

ทักษะที่พัชราภรณ์มองว่าสำคัญ ได้แก่ การสื่อสาร การทำงานเป็นทีม การคิดวิเคราะห์ การแก้ปัญหา และความสามารถในการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง เพราะเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และความรู้ที่มีอยู่วันนี้อาจไม่เพียงพอกับโจทย์ของวันข้างหน้า

สำหรับเธอ “วิศวกรที่ดีไม่ใช่แค่คนที่ ‘รู้’ แต่ต้องเป็นคนที่สามารถนำความรู้ไปใช้ และสื่อสารให้คนอื่นนำไปใช้ต่อได้ด้วย”

หากต้องเลือกเพียง 3 ประสบการณ์ระหว่างเรียนที่มองว่าจะกลายเป็น “แต้มต่อ” เมื่อเข้าสู่โลกการทำงานจริง พัชราภรณ์เลือก TESA Top Gun Rally, OR Seeding the Future และ COE IDOL 2026 เพราะแต่ละเวทีทำหน้าที่พัฒนาทักษะคนละด้าน

TESA Top Gun Rally เป็นการแข่งขันที่ทำให้เธอได้ทำงานร่วมกับเพื่อนจากหลากหลายสาขาภายใต้ระยะเวลาจำกัด ซึ่งต้องอาศัยทั้งการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า การปรับตัว และการทำงานเป็นทีม ประสบการณ์นี้ทำให้เห็นว่า การทำงานจริงไม่ได้มีเพียงโจทย์เฉพาะของสาขาตัวเอง แต่หลายครั้งต้องอาศัยความรู้และมุมมองจากคนหลายด้านมาช่วยกันหาคำตอบ

ขณะที่ OR Seeding the Future เปิดประสบการณ์ให้เธอได้ทำงานและใช้ชีวิตร่วมกับเพื่อนจากหลากหลายประเทศ ทำให้ได้ฝึกทั้งการสื่อสาร การปรับตัว และการเปิดใจรับฟังความคิดเห็นที่แตกต่าง ประสบการณ์ดังกล่าวทำให้มองเห็นอีกด้านของโลกการทำงานว่า ในอนาคตอาจต้องร่วมงานกับคนที่มีทั้งพื้นฐาน วิธีคิด และวัฒนธรรมต่างกัน และความสามารถในการทำงานร่วมกับความแตกต่างเหล่านั้น จะเป็นแต้มต่อสำคัญต่อการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ

ส่วน COE IDOL 2026 ซึ่งพัชราภรณ์ผ่านเข้าสู่รอบ 12 คนสุดท้ายและได้รับรางวัลชมเชย เป็นเวทีที่ช่วยพัฒนาทักษะด้านการสื่อสาร การนำเสนอ และความมั่นใจในตัวเอง โดยเฉพาะการฝึกถ่ายทอดเรื่องราวทางวิศวกรรมให้คนทั่วไปสามารถเข้าใจได้ง่ายขึ้น

เมื่อมองทั้ง 3 ประสบการณ์ร่วมกัน สิ่งที่ได้รับจึงแตกต่างกันแต่เชื่อมโยงกันอย่างชัดเจน ตั้งแต่การทำงานเป็นทีมและแก้ปัญหาภายใต้ข้อจำกัด การเปิดมุมมองและเรียนรู้ที่จะทำงานกับผู้คนที่หลากหลาย ไปจนถึงความสามารถในการสื่อสารและถ่ายทอดความรู้ให้ผู้อื่นเข้าใจ

สำหรับพัชราภรณ์ ประสบการณ์เหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรมที่ทำให้มีผลงานเพิ่มขึ้น แต่คือพื้นที่ที่ทำให้ได้รู้จักตัวเองมากขึ้นว่า มีอะไรที่ทำได้ มีอะไรที่ยังต้องพัฒนา และสามารถไปได้ไกลเพียงใดเมื่อเปิดโอกาสให้ตัวเองได้ลอง

จาก Project ที่มีโอกาสลงมือทำทุกเทอม การแข่งขันที่ฝึกให้ตัดสินใจท่ามกลางข้อจำกัด การทำงานร่วมกับเพื่อนต่างสาขา การเปิดประสบการณ์กับคนจากหลากหลายประเทศ ไปจนถึงเวทีที่ต้องสื่อสารเรื่องวิศวกรรมให้คนทั่วไปเข้าใจ เส้นทางของ พัชราภรณ์ กวีสุทธิ์ จึงสะท้อนภาพของการเตรียมความพร้อมของนักศึกษาวิศวกรรมผ่านประสบการณ์จริงอย่างต่อเนื่อง

เพราะความพร้อมก่อนเข้าสู่โลกการทำงาน อาจไม่ได้หมายถึงการรู้ทุกคำตอบตั้งแต่วันแรก แต่คือการมีพื้นฐานที่ดี เคยผ่านการลงมือทำ เคยเจอสิ่งที่ไม่เป็นไปตามแผน และรู้ว่าตัวเองจะเรียนรู้ ปรับตัว และหาทางไปต่อได้อย่างไร

และสำหรับพัชราภรณ์ ยิ่งมีโอกาสได้ลองมากเท่าไร ก็ยิ่งเห็นชัดขึ้นว่า “การลงมือทำ” ไม่ได้เพียงเพิ่มประสบการณ์ แต่กำลังค่อยๆ สร้างความพร้อมให้ตัวเองสำหรับสนามจริงในวันข้างหน้า

#มหาวิทยาลัยศรีปทุม #เรียนกับตัวจริงประสบการณ์จริง #FutureSkills #ส่งเสริมผลักดัน #โอกาส #ศรีปทุม #SripatumUniversity #SPU #คณะวิศวกรรมศาสตร์

👁 ยอดวิว: 0

Share:

Facebook
Twitter
Pinterest
LinkedIn

Most Popular

Categories

News

Related Posts

จากการรู้ขั้นตอน สู่การตัดสินใจภายใต้แรงกดดัน SPUIC ใช้ Simulation ฝึก Aviation Safety ผ่านสถานการณ์ฉุกเฉิน

ในงานด้านความปลอดภัยการบิน การรู้ขั้นตอนคือจุดเริ่มต้น แต่เมื่อเผชิญสถานการณ์ฉุกเฉิน ผู้ปฏิบัติงานยังต้องสามารถประเมินสถานการณ์ ตัดสินใจ

เมื่อ Aviation Safety ต้องทำงานเป็นทีม SPUIC ฝึกนักศึกษารับมือเหตุฉุกเฉินด้วย Teamwork การสื่อสาร และการตัดสินใจภายใต้แรงกดดัน

ในสถานการณ์ฉุกเฉินด้านการบิน ทักษะเฉพาะบุคคลเป็นเพียงส่วนหนึ่งของความพร้อม เพราะการรับมือเหตุการณ์ยังต้องอาศัยการประเมินสถานการณ์ การสื่อสาร และการประสานงานของคนทั้งทีม

เมื่อทักษะดิจิทัลไม่ใช่แค่ใช้เครื่องมือ SPUIC พานักศึกษาขยับสู่การออกแบบ Automation ด้วย AI แบบ No Code

เมื่อเครื่องมือดิจิทัลไม่ได้มีไว้เพียง “ใช้งาน” แต่สามารถนำมาเชื่อมต่อและออกแบบให้ทำงานร่วมกันได้ บทบาทของผู้เรียนก็สามารถขยับจากผู้ใช้เทคโนโลยีไปสู่ผู้ที่ทดลองสร้างระบบด้วยตัวเอง วิทยาลัยนานาชาติ