คณะการสร้างเจ้าของธุรกิจ SPU ปักธง Entrepreneur Mindset ในโลก AI จากการบ่มเพาะในมหาวิทยาลัย สู่การผลักดันนักศึกษาลงสนามแก้โจทย์ธุรกิจจริง

สมาชิกในทีม

  • ธีรเดช มีปัญญา — คณะการสร้างเจ้าของธุรกิจ 
  • นริศรา บุญบุบผา — คณะบัญชี
  • ต่อตระกูล แก้วฉวี — คณะการสร้างเจ้าของธุรกิจ 
  • ณัฐชนน หนาแน่น — คณะบัญชี
  • ธนชาติ ราชบัณดิษฐ — คณะการสร้างเจ้าของธุรกิจ

การรู้ว่า AI ทำอะไรได้ กับการรู้ว่าจะใช้ AI แก้ปัญหาธุรกิจอย่างไร เป็นคนละเรื่องกัน นี่คือหนึ่งในบทเรียนสำคัญของนักศึกษา SPU AI CLUB มหาวิทยาลัยศรีปทุม ที่นำความรู้ด้านปัญญาประดิษฐ์และเทคโนโลยีออกจากพื้นที่ทดลอง ไปเผชิญกับโจทย์ธุรกิจจริง จนสามารถคว้ารางวัล รองชนะเลิศอันดับ 1 จากการแข่งขัน Business Case ภายใต้โจทย์ “ช่วย SME ในธุรกิจ Modern Trade” จัดโดย Hammer Club

เบื้องหลังรางวัลจึงไม่ใช่เพียงเรื่องของการ “ใช้ AI เป็น” แต่คือการคิดว่า จะนำ AI ไปแก้ปัญหาอะไร จะสร้างคุณค่าให้ธุรกิจอย่างไร และจะเปลี่ยนแนวคิดให้กลายเป็น Solution ที่มีความเป็นไปได้จริงได้อย่างไร

นี่คือพื้นที่ที่ Entrepreneur Mindset หรือวิธีคิดแบบผู้ประกอบการ เริ่มทำงาน ไม่ใช่จากการท่องจำว่าผู้ประกอบการต้องคิดอย่างไร แต่จากการถูกวางให้อยู่ในสถานการณ์ที่ต้องมองปัญหา ตัดสินใจ ปรับแนวคิด ทำงานร่วมกับคนอื่น และพาสิ่งที่คิดไปสู่การลงมือทำจริง

เมื่อ AI ต้องเริ่มจาก “ปัญหา” ไม่ใช่ “เทคโนโลยี”

ทีม SPU AI CLUB ครั้งนี้ประกอบด้วยนักศึกษา 5 คน จาก คณะการสร้างเจ้าของธุรกิจ สาขาสหวิทยาการเทคโนโลยีและนวัตกรรม (WIM) และคณะบัญชี ทำให้สมาชิกแต่ละคนมีพื้นฐานและมุมมองต่อปัญหาที่แตกต่างกัน ก่อนนำความถนัดเหล่านั้นมาประกอบกันเป็นแนวคิดของทีม

การแข่งขัน Business Case ครั้งนี้ไม่ได้ต้องการเพียงไอเดียใหม่ แต่ทีมต้องวิเคราะห์โจทย์พร้อมกันทั้งด้านธุรกิจ เทคโนโลยี ลูกค้า และความเป็นไปได้ในการนำไปใช้จริง จุดเริ่มต้นจึงไม่ใช่คำถามว่า “AI ทำอะไรได้บ้าง” แต่คือ “ปัญหาที่กำลังเกิดขึ้นจริงคืออะไร และ AI จะเข้าไปช่วยตรงไหนได้”

นักศึกษาอธิบายว่า หนึ่งในเหตุผลที่ตัดสินใจลงสนามครั้งนี้ เพราะอยากรู้ว่าสิ่งที่เรียนรู้เกี่ยวกับ AI จะสามารถนำไปใช้กับปัญหาธุรกิจจริงได้แค่ไหน เพราะ การรู้ว่าเทคโนโลยีทำอะไรได้ กับการรู้ว่าจะเอาเทคโนโลยีนั้นมาแก้ปัญหาธุรกิจอย่างไร เป็นคนละเรื่องกัน และประโยคนี้อาจอธิบายความต่างระหว่าง “การมีเครื่องมือ” กับ “การมีวิธีคิด” ได้ชัดที่สุด

เมื่อ AI กลายเป็นเทคโนโลยีที่คนจำนวนมากเข้าถึงได้ ความแตกต่างจึงไม่ได้อยู่เพียงว่า ใครใช้ AI ได้ แต่อยู่ที่ว่า ใครมองเห็นว่าจะใช้ AI แก้ปัญหาอะไร

จาก Pain Point ของ SME สู่ Solution ที่ตอบโจทย์ธุรกิจ

เมื่อได้รับโจทย์ให้ช่วย SME ในธุรกิจ Modern Trade ทีมไม่ได้เริ่มจากการถามว่าจะทำอย่างไรให้ SME “ขายได้มากขึ้น” แต่ย้อนกลับไปมองก่อนว่า SME กำลังเสียเปรียบตรงไหน

สิ่งที่ทีมพบคือ แม้ SME อาจมีสินค้าที่ดี แต่ยังมีข้อจำกัดทั้งด้านข้อมูล งบประมาณ และความเข้าใจพฤติกรรมของลูกค้า โดยเฉพาะสิ่งที่เกิดขึ้นบริเวณหน้าชั้นวางสินค้า เจ้าของแบรนด์อาจรู้ว่าสินค้าขายได้กี่ชิ้น แต่ไม่ได้รู้ทั้งหมดว่าลูกค้ามองเห็นสินค้าหรือไม่ หยุดดูนานแค่ไหน สนใจอะไร หรือเดินผ่านไปเพราะอะไร เพราะข้อมูลยอดขายอาจบอกว่า “เกิดอะไรขึ้น” แต่ไม่ได้บอกทั้งหมดว่า “ทำไมจึงเกิดขึ้น”

สินค้าที่ขายได้น้อยไม่ได้หมายความว่าสินค้าไม่ดีเสมอไป แต่อาจเกิดจากตำแหน่งวางสินค้า ป้ายสื่อสาร หรือโปรโมชั่นที่ไม่ตรงกับกลุ่มลูกค้า ทีมจึงมองว่า หาก SME เข้าถึงข้อมูลพฤติกรรมบริเวณหน้าชั้นวางได้มากขึ้น ก็จะช่วยให้ตัดสินใจจากข้อมูลจริง แทนการอาศัยความรู้สึกหรือการคาดเดาเพียงอย่างเดียว จาก Pain Point นี้จึงพัฒนาไปสู่แนวคิด Digital Signage หรือป้ายโฆษณาดิจิทัลที่ทำงานร่วมกับ AI Camera จุดเริ่มต้นมาจากการตั้งคำถามง่ายๆ ว่า เวลาเดินห้าง คนมองอะไรระหว่างทาง ก่อนต่อยอดว่า หากป้ายโฆษณาไม่ได้มีหน้าที่เพียงสื่อสารออกไป แต่สามารถสร้างข้อมูลกลับมาให้ธุรกิจได้ด้วยจะเป็นอย่างไร AI Camera จึงถูกนำเข้ามาช่วยวิเคราะห์พฤติกรรม และทำให้สิ่งที่เริ่มจาก “ป้ายโฆษณา” สามารถกลายเป็นอีกแหล่งข้อมูลสำหรับการตัดสินใจของ SME

โจทย์ไม่ใช่สร้าง AI ให้ได้ แต่ต้องรู้ว่า AI แก้ปัญหาอะไร

จุดแข็งของแนวคิดนี้จึงไม่ได้อยู่ที่การมี AI เพียงอย่างเดียว เพราะทีมเองย้ำว่า โจทย์ไม่ได้ต้องการเพียงสร้าง AI ขึ้นมา แต่ต้องคิดด้วยว่า AI จะเข้ามาช่วยแก้ปัญหาของ SME ได้อย่างไร กระบวนการเริ่มจากการมอง Pain Point ก่อน จากนั้นจึงนำ AI Camera เข้ามาช่วยเก็บและวิเคราะห์พฤติกรรมของลูกค้า แล้วนำข้อมูลที่ได้ไปต่อยอดด้านการตลาดและการขาย ขณะเดียวกันก็ต้องคิดในมุมธุรกิจว่า Solution ที่สร้างขึ้นจะสร้างประโยชน์ให้กับ SME ได้อย่างไร AI จึงไม่ได้ถูกวางเป็น “พระเอก” ของเรื่อง แต่เป็นเครื่องมือหนึ่งที่ต้องเชื่อมเข้ากับพฤติกรรมผู้บริโภค การตลาด และปัญหาทางธุรกิจ

คำถามจึงไม่จบเพียงว่า “AI ทำได้ไหม” แต่ต้องไปต่อถึง “ทำแล้วแก้ปัญหาอะไร” นี่คือวิธีคิดที่ขยับจากการเป็น “ผู้ใช้เทคโนโลยี” ไปสู่การเป็นคนที่มองเห็นว่าเทคโนโลยีสามารถสร้างคุณค่าได้อย่างไร

เมื่อ Solution ต้องมาพร้อมความรับผิดชอบ

ระหว่างพัฒนาผลงาน ทีมยังต้องเผชิญกับอีกโจทย์สำคัญ คือเรื่อง กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล หรือ PDPA เพราะเมื่อ Solution ต้องใช้กล้องเพื่อวิเคราะห์พฤติกรรม คำถามที่ตามมาคือ จะทำอย่างไรไม่ให้แนวคิดที่สร้างขึ้นกระทบสิทธิของลูกค้า ทีมจึงนำหลัก Privacy by Design หรือการคำนึงถึงความเป็นส่วนตัวตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบ มาใช้ โดยออกแบบให้ AI ประมวลผลใบหน้าในลักษณะไม่ระบุตัวตน และลบภาพหลังการประมวลผล บทเรียนจึงขยับไปไกลกว่าการถามว่า “เทคโนโลยีทำอะไรได้” เพราะเมื่อ Solution ถูกสร้างขึ้นเพื่อนำไปใช้จริง คนสร้างยังต้องคิดต่อว่า “จะออกแบบอย่างไรให้ไม่กระทบคนอื่น” นั่นหมายความว่า การคิดแบบผู้ประกอบการไม่ได้มีเพียงการมองหาโอกาสหรือกล้าลองสิ่งใหม่ แต่ยังรวมถึงการรับผิดชอบต่อการตัดสินใจและผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจากสิ่งที่สร้างด้วย

ทุกคนเป็น Head ได้ เมื่อถึงเรื่องที่ตัวเองต้องรับผิดชอบ

Entrepreneur Mindset ยังสะท้อนผ่านวิธีการทำงานของทีม สมาชิกไม่ได้แบ่งบทบาทว่าใครเป็นหัวหน้าและใครเป็นลูกทีมอย่างตายตัว แต่ ทุกคนสามารถเป็น Head ในเรื่องที่ตัวเองรับผิดชอบ หากใครมีความรู้หรือความถนัดด้านใดมากกว่า คนนั้นจะขึ้นมาเป็นคนหลักในการพาทีมเดินหน้า ขณะเดียวกัน สมาชิกคนอื่นยังสามารถเสนอความคิดเห็น ตั้งคำถาม และร่วมตัดสินใจได้ วิธีทำงานแบบนี้ทำให้ความเป็น “เจ้าของ” ไม่ได้อยู่กับหัวหน้าทีมเพียงคนเดียว เมื่อถึงเรื่องที่ตัวเองถนัด ต้องกล้าขึ้นมานำ เมื่อเห็นช่องโหว่ ต้องกล้าตั้งคำถาม เมื่อแนวคิดยังไม่ตอบโจทย์ ต้องช่วยกันแก้ และเมื่อรับผิดชอบส่วนใดแล้ว ต้องทำให้ส่วนนั้นเดินต่อไปได้ ทั้งหมดนี้ไม่ได้เกิดจากการเรียน Entrepreneur Mindset ผ่านนิยามเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการต้องใช้ Mindset เหล่านั้นจริงระหว่างทำงาน

SPU AI CLUB เมื่อการเรียน AI ไม่ได้จบที่ AI

สำหรับนักศึกษา สิ่งที่ SPU AI CLUB เปิดให้จึงมากกว่าการเรียนรู้เทคโนโลยี จากในห้องเรียนที่ความรู้อาจถูกเรียนแยกเป็นเรื่องๆ ในชมรม นักศึกษาต้องนำหลายเรื่องมาประกอบกัน ทั้ง AI เทคโนโลยี ธุรกิจ การตลาด การทำงานร่วมกับผู้อื่น การแก้ปัญหา และการนำเสนอไอเดียมหาวิทยาลัยศรีปทุม และ SPU AI CLUB ยังสนับสนุนทั้งพื้นที่ อุปกรณ์ ตลอดจนอาจารย์และผู้ให้คำปรึกษาที่ช่วยเติมมุมมองในช่วงที่ทีมติดขัด ก่อนเปิดโอกาสให้นักศึกษานำแนวคิดที่พัฒนาขึ้นออกไปทดสอบในสนามจริง

ปลายทางคือรางวัล รองชนะเลิศอันดับ 1 แต่สิ่งที่นักศึกษาสะท้อนว่าได้กลับมามากกว่ารางวัล คือประสบการณ์จากการทำงานกับปัญหาจริง การลองผิดลองถูก การทำงานร่วมกัน และการเห็นว่าความรู้ที่เรียนสามารถนำไปสร้าง Solution ให้กับปัญหาจริงได้

ในโลกที่ AI ทำได้มากขึ้น “วิธีคิด” ยิ่งสำคัญ

เรื่องราวของ SPU AI CLUB จึงไม่ได้สะท้อนเพียงว่า นักศึกษาสามารถใช้ AI ได้ แต่สะท้อนกระบวนการตั้งแต่การมองหา Pain Point ตั้งคำถาม วิเคราะห์ปัญหา เชื่อมความรู้จากหลายด้าน ทดลอง ปรับแนวคิด รับผิดชอบในสิ่งที่ตัวเองดูแล และทำให้ไอเดียเดินทางจากความคิดไปสู่ Solution นี่คือพื้นที่ที่ Entrepreneur Mindset เข้ามามีความหมายในโลก AI เพราะ AI อาจช่วยให้มีเครื่องมือเพิ่มขึ้น แต่การมองเห็นว่าเครื่องมือนั้นควรถูกนำไปแก้ปัญหาอะไร จะสร้างคุณค่าให้ใคร และจะทำให้สิ่งที่คิดเกิดขึ้นจริงได้อย่างไร ยังต้องอาศัยคนที่สามารถคิด ตัดสินใจ แก้ปัญหา ปรับตัว และลงมือทำ

สำหรับ คณะการสร้างเจ้าของธุรกิจ มหาวิทยาลัยศรีปทุม การสร้าง Entrepreneur Mindset ในยุค AI จึงไม่ได้จบอยู่ที่คำถามว่า “นักศึกษาจะใช้ AI เป็นหรือไม่” แต่ไปไกลกว่านั้นว่า เมื่อมี AI อยู่ในมือ เขามองเห็นปัญหาอะไร เขาจะใช้เทคโนโลยีสร้างคุณค่าอย่างไร และจะพาสิ่งที่คิดไปไกลกว่าคำว่า ‘คิดได้’ จนกลายเป็น ‘ทำได้จริง’ หรือไม่ เพราะในวันที่ AI เก่งขึ้นเรื่อยๆ การมีเครื่องมืออาจไม่ใช่ความได้เปรียบอีกต่อไป แต่การรู้ว่าจะใช้เครื่องมือนั้น “แก้ปัญหาอะไร” ต่างหาก ที่สร้างความแตกต่าง

#SPUSE #คณะการสร้างเจ้าของธุรกิจ #มหาวิทยาลัยศรีปทุม #โอกาส #เรียนกับตัวจริง #ประสบการณ์จริง #ส่งเสริมผลักดัน #FutureSkills  #SripatumUniversity

Share:

Facebook
Twitter
Pinterest
LinkedIn

Social Media

Most Popular

Categories

On Key

Related Posts