ณัฐกิตติ์ ทองคำ
ว่าที่บัณฑิตคณะการสร้างเจ้าของธุรกิจ มหาวิทยาลัยศรีปทุม
การมีไอเดียธุรกิจอาจไม่ใช่เรื่องยากที่สุด โจทย์ที่ยากกว่าคือ จะทำอย่างไรให้ไอเดียนั้นแก้ปัญหาให้คนได้จริง มีคนยอมทดลองใช้ และสามารถเดินต่อไปได้หลังจากเวที Pitching จบลง
นี่คือเส้นทางของ ณัฐกิตติ์ ทองคำ ว่าที่บัณฑิตคณะการสร้างเจ้าของธุรกิจ มหาวิทยาลัยศรีปทุม กับการพัฒนา WORKDEE แพลตฟอร์มที่เริ่มต้นจากการมองเห็น Pain Point ในการทำงานขององค์กร ก่อนค่อยๆ ถูกพัฒนาจาก Project ไปสู่การทดลองใช้จริง และกำลังเดินหน้าสู่ผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์
กรณีของ WORKDEE จึงไม่ได้สะท้อนเพียงความสำเร็จของนักศึกษาคนหนึ่ง แต่ทำให้เห็นอีกด้านของการเรียนแบบผู้ประกอบการว่า ระหว่างคำว่า “Idea” กับ “ธุรกิจจริง” มีทั้งการทดลอง การฟังลูกค้า การปรับสิ่งที่สร้างขึ้น และการพิสูจน์ว่าผลิตภัณฑ์นั้นสร้างคุณค่าได้จริง
ธุรกิจเริ่มจาก “ปัญหา” ไม่ใช่เริ่มจากอยากสร้างอะไร
จุดเริ่มต้นของ WORKDEE มาจากสิ่งที่ณัฐกิตติ์เห็นในการทำงานของหลายองค์กร โดยเฉพาะหน่วยงานภาครัฐที่ยังต้องใช้เอกสารกระดาษจำนวนมาก ขณะที่บางแห่งมีระบบเดิมอยู่แล้ว แต่ขาดความยืดหยุ่นและมีค่าบำรุงรักษาสูง เขาจึงตั้งคำถามว่า จะทำอย่างไรให้องค์กรทำงานคล่องตัวขึ้น ลดภาระเอกสาร และลดต้นทุนได้
คำถามนั้นกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการมอง “ปัญหา” ให้เป็น “โอกาสทางธุรกิจ” แทนที่จะเริ่มต้นจากคำถามว่า อยากสร้างระบบอะไร ณัฐกิตติ์บอกว่า สิ่งที่ได้จากการเรียนในคณะการสร้างเจ้าของธุรกิจ คือ Entrepreneurial Mindset หรือวิธีคิดแบบผู้ประกอบการ ที่ทำให้เริ่มจากการถามว่า ผู้ใช้งานกำลังเจอปัญหาอะไร และปัญหานั้นสำคัญมากพอที่เขาอยากแก้หรือไม่ จุดนี้ทำให้การพัฒนา WORKDEE ไม่ได้เดินจาก “เทคโนโลยีที่อยากสร้าง” ไปหาคนใช้ แต่เดินกลับกัน คือเริ่มจากคนใช้ แล้วค่อยออกแบบ Solution ให้ตอบโจทย์
จาก Project ต้องไปให้ไกลกว่า “เวทีแข่งขัน”
WORKDEE เริ่มต้นจากผลงานที่ต่อยอดจากสหกิจศึกษาและถูกนำไปแข่งขันระดับชาติ แต่สำหรับณัฐกิตติ์ การแข่งขันไม่ใช่ปลายทาง สิ่งที่ทำให้เขาตัดสินใจไปต่อ คือการได้เห็นว่าระบบสามารถช่วยลดขั้นตอน ลดการพึ่งพาเอกสาร และทำให้การประสานงานเร็วขึ้นได้จริง เขามองว่าเวทีแข่งขันช่วย “พิสูจน์ศักยภาพของไอเดีย” แต่การมีคนใช้งานจริงต่างหากที่พิสูจน์ว่า สิ่งที่สร้างขึ้นมีประโยชน์ต่อคนทำงานจริงหรือไม่ นี่จึงเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญจาก Project ของนักศึกษา ไปสู่ความตั้งใจที่จะสร้าง Product ที่ขยายผลได้
WORKDEE ถูกวางให้เป็นแพลตฟอร์มสำหรับจัดการงานสำนักงานและกระบวนการทำงาน โดยใช้แนวคิด Design Thinking เริ่มจากการทำความเข้าใจ Pain Point และความต้องการของผู้ใช้ ก่อนปรับระบบให้เข้ากับบริบทของแต่ละองค์กร เป้าหมายจึงไม่ใช่แค่เปลี่ยนกระดาษเป็นดิจิทัล แต่รวมถึงการลดงานซ้ำซ้อน ลดช่องว่างในการทำงาน และทำให้ผู้บริหารมีข้อมูลสำหรับการตัดสินใจมากขึ้น
สร้างเสร็จ ไม่ได้แปลว่าลูกค้าต้องการ
อีกบทเรียนที่ทำให้ณัฐกิตติ์เริ่มคิดแบบผู้ประกอบการมากขึ้น เกิดขึ้นเมื่อ WORKDEE ได้ออกไปเจอกับผู้ใช้จริง ช่วงแรก เขายอมรับว่ายังมองระบบจากสายตาของ “ผู้พัฒนา” ว่าฟีเจอร์อะไรน่าจะมีประโยชน์ แต่เมื่อได้พูดคุยและทดลองกับผู้ใช้งานจริง กลับพบว่าแต่ละองค์กรมีรายละเอียดแตกต่างกันมาก ตั้งแต่ลำดับการอนุมัติ สิทธิ์การใช้งาน ระบบแจ้งเตือน รูปแบบเอกสาร ไปจนถึงระดับทักษะดิจิทัลของบุคลากร Feedback จึงกลายเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาธุรกิจ ไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นหลัง Product เสร็จแล้ว
ณัฐกิตติ์สรุปการเปลี่ยนแปลงทางความคิดของตัวเองไว้น่าสนใจว่า จากเดิมที่เป็นคนพยายาม “ผลักดันสิ่งที่เราสร้าง” เขาเริ่มเปลี่ยนมาเป็นคนที่ “สร้างสิ่งที่ลูกค้าต้องการจริงๆ” นี่อาจเป็นเส้นแบ่งสำคัญระหว่าง “คนที่มีไอเดีย” กับ “คนที่เริ่มทำธุรกิจจริง”
เมื่อ Sandbox คือการพิสูจน์มากกว่าระบบใช้ได้หรือไม่
วันนี้ WORKDEE เริ่มมีหน่วยงานภาครัฐเข้ามาทดลองใช้ในรูปแบบ Sandbox แต่กว่าจะไปถึงจุดนั้น สิ่งที่ต้องพิสูจน์ไม่ใช่เพียงว่าระบบทำงานได้ สำหรับองค์กรจริง โดยเฉพาะหน่วยงานภาครัฐ ยังมีคำถามเรื่องความน่าเชื่อถือ ความปลอดภัยของข้อมูล ความต่อเนื่องในการใช้งาน การสนับสนุนหลังเริ่มใช้ และที่สำคัญคือ ระบบต้องไม่สร้างภาระใหม่ให้กับผู้ใช้งาน Sandbox จึงไม่ได้มีความหมายเพียงการ “ได้ลองใช้” แต่คือการนำ Product ออกไปพิสูจน์ว่า เข้าใจปัญหาของลูกค้าจริงหรือไม่ และสามารถสร้างความเชื่อมั่นได้หรือเปล่า ซึ่งนี่เป็นบทเรียนที่หาไม่ได้จากการทำ Project ในห้องเรียนเพียงอย่างเดียว
ณัฐกิตติ์ ผ่านประสบการณ์การแข่งขันและ Pitching มาหลายครั้ง แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือ เขาไม่ได้มอง Pitching เป็นเพียงการพูดให้กรรมการสนใจอีกต่อไป สำหรับเขา Pitching ที่ดีต้องทำให้คนฟังเข้าใจว่า เรากำลังแก้ปัญหาอะไร ปัญหานั้นสำคัญกับใคร และเราแก้มันอย่างไร ที่สำคัญกว่านั้น คือหลังจาก Pitch จบแล้วต้องมี “อะไรต่อ” ไม่ว่าจะเป็นคำแนะนำ ลูกค้า Partner ผู้สนับสนุน หรือโอกาสในการทดลองใช้จริง เพราะท้ายที่สุด Pitching ควรเป็นเครื่องมือที่ทำให้ธุรกิจเดินหน้า ไม่ใช่เครื่องมือสำหรับชนะการแข่งขันเพียงอย่างเดียว นี่คือความแตกต่างระหว่าง “Project ที่ประสบความสำเร็จบนเวที” กับ “ธุรกิจที่ยังต้องเดินต่อหลังลงจากเวที”
โลกจริงเริ่มขึ้นหลังส่งมอบ Product
เมื่อ WORKDEE ได้เข้าไปทดลองใช้ในองค์กรจริง บทเรียนอีกชุดก็เริ่มต้นขึ้น ณัฐกิตติ์บอกว่า เขาได้เรียนรู้ว่า ธุรกิจไม่ได้จบเมื่อส่งมอบผลิตภัณฑ์ แต่เพิ่งเริ่มต้นหลังจากนั้น เพราะผู้ประกอบการยังต้องดูแลการเปลี่ยนผ่านของผู้ใช้งาน รับมือกับปัญหาหน้างาน สื่อสารกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องหลายระดับ และทำให้ทุกฝ่ายเข้าใจประโยชน์ของการเปลี่ยนแปลง Project และ Pitching อาจทำให้เห็น “โอกาส” แต่การใช้งานจริงทำให้เข้าใจเรื่อง ความรับผิดชอบ ความอดทน และการสร้างความไว้วางใจ ซึ่งเขามองว่าเป็นหัวใจของธุรกิจระยะยาว
วันนี้ WORKDEE ยังไม่ได้หยุดอยู่ที่สถานะของ Project นักศึกษา แพลตฟอร์มกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนจากการพิสูจน์แนวคิดและทดลองใช้ ไปสู่การเตรียม Product สำหรับการใช้งานเชิงพาณิชย์ โดยวางกลุ่มเป้าหมายไว้ที่หน่วยงานภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สถาบันการศึกษา และองค์กรที่ต้องการยกระดับกระบวนการทำงานสู่ดิจิทัล สิ่งที่ต้องทำต่อจึงไม่ใช่การเพิ่มฟีเจอร์ให้มากที่สุด แต่คือการเก็บข้อมูลจากการใช้งานจริง ปรับฟังก์ชันให้ตรงกับความต้องการ สร้าง Case จากผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริง และพัฒนามาตรฐานด้านความมั่นคงปลอดภัย เพื่อทำให้ลูกค้าตัดสินใจใช้งานได้อย่างมั่นใจ จาก Idea หนึ่งชิ้น จึงเริ่มเห็นองค์ประกอบของธุรกิจชัดขึ้นเรื่อยๆ ทั้ง Product–Customer–Value–Business Model และความเชื่อมั่นของตลาด
จากคนมี Idea สู่คนที่ต้องรับผิดชอบต่อ “ผลลัพธ์จริง”
เมื่อย้อนกลับไปจากวันแรกที่เข้ามาเรียน จนวันนี้กำลังจะเป็นบัณฑิตและมี Product ที่ถูกนำออกไปทดลองใช้กับองค์กรจริง สิ่งที่ณัฐกิตติ์มองว่าเปลี่ยนไปมากที่สุด ไม่ใช่เพียงความสามารถในการสร้างผลิตภัณฑ์ แต่คือ “วิธีคิด” “การเรียนแบบผู้ประกอบการไม่ได้สอนให้เราเป็นเพียงคนที่มีไอเดียดี แต่สอนให้เราเปลี่ยนไอเดียนั้นเป็นการลงมือทำอย่างเป็นระบบ” สิ่งที่ตามมาคือการเรียนรู้ที่จะมองปัญหาให้ลึก เข้าใจลูกค้า รับฟังความคิดเห็นที่แตกต่าง กล้าทดลอง กล้าปรับ และรับผิดชอบต่อผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริง และนั่นอาจเป็นภาพที่ชัดที่สุดของการเรียนเพื่อเป็นเจ้าของธุรกิจ ไม่ใช่การรอจนเรียนจบแล้วจึงค่อยเริ่มทำธุรกิจ ไม่ใช่การมี Business Plan ที่สมบูรณ์ที่สุด และไม่ใช่การชนะทุกการแข่งขัน แต่คือการได้เริ่มต้นตั้งแต่ยังเรียน ได้เอา Idea ออกไปเจอผู้ใช้ ได้รับ Feedback กลับมา กล้ารื้อสิ่งที่คิดไว้ กล้าปรับ Product และเรียนรู้ว่าทุกการตัดสินใจมีผลต่อคนที่กำลังใช้สิ่งที่เราสร้าง
สำหรับ WORKDEE เส้นทางนี้ยังไม่ถึงปลายทาง และยังมีโจทย์อีกมากก่อนจะก้าวสู่ธุรกิจเชิงพาณิชย์เต็มรูปแบบ แต่จาก Idea → Project → Pitching → Feedback → Sandbox → Product ที่กำลังเตรียมสู่ตลาด มันสะท้อนผลลัพธ์หนึ่งของการเรียนใน คณะการสร้างเจ้าของธุรกิจ มหาวิทยาลัยศรีปทุม ได้ชัดว่า นักศึกษาไม่ได้เรียนเพียงว่า “ธุรกิจควรทำอย่างไร” แต่ได้ลองเป็นคนที่ต้องทำให้ธุรกิจเดินต่อด้วยตัวเองจริงๆ
#SPU #SPUSE #คณะการสร้างเจ้าของธุรกิจ #เรียนกับตัวจริงประสบการณ์จริง #Entrepreneurship #เรียนกับตัวจริงประสบการณ์จริง #เรียนรู้จากการลงมือทำ #ธุรกิจจริง #DEKSPU #FutureSkills #ส่งเสริมผลักดัน #โอกาส #ศรีปทุม #SripatumUniversity



