เมื่อ ‘ลงมือทำจริง” กลายเป็นแต้มต่อของวิศวกร ศิษย์เก่าวิศวกรรมเครื่องกล SPU ก้าวสู่ Engineer บริษัทระดับโลก

ถิรกร สังข์สุวรรณ (กอล์ฟ)

ศิษย์เก่าสาขาวิชาวิศวกรรมเครื่องกล คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีปทุม

ใครว่าวิศวกรรมเครื่องกลต้องจบลงที่โรงงาน

เพราะในโลกการทำงานจริง เส้นแบ่งระหว่างสาขาวิชาอาจไม่สำคัญเท่ากับว่า “คุณนำความรู้ไปแก้โจทย์จริงได้แค่ไหน”

นี่คือเส้นทางของ ถิรกร สังข์สุวรรณ (กอล์ฟ) ศิษย์เก่าสาขาวิชาวิศวกรรมเครื่องกล คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีปทุม (SPU) ที่วันนี้ทำงานในตำแหน่ง System Application Design Engineer ที่ Alstom Transport Systems (Thailand) Ltd. บริษัทเทคโนโลยีระบบขนส่งทางรางระดับโลก

และไม่ได้ทำเพียงงานเบื้องหลังทั่วไป แต่มีส่วนร่วมกับหนึ่งในโครงการโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของประเทศอย่าง โครงการรถไฟทางคู่ ช่วงลพบุรี–ปากน้ำโพ ในงานด้าน Railway Signaling System หรือระบบอาณัติสัญญาณ ซึ่งเป็นหนึ่งในระบบสำคัญที่ทำให้การเดินรถเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัย

ก่อนจะไปถึงระบบราง จุดเริ่มต้นอยู่ในห้องเรียนที่ “ได้ทำจริง”

ย้อนกลับไปในช่วงที่เรียนวิศวกรรมเครื่องกลที่ SPU สิ่งที่ถิรกรได้รับไม่ได้มีเพียงทฤษฎี แต่คือโอกาสในการลงมือทำผ่านห้องปฏิบัติการด้านการออกแบบทางวิศวกรรม ฝึกใช้โปรแกรมออกแบบ และเรียนรู้ตั้งแต่พื้นฐานจนถึงการนำความรู้ไปประยุกต์กับโจทย์จริง โดยมีอาจารย์คอยให้คำแนะนำอย่างใกล้ชิด

สิ่งเหล่านี้อาจดูเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการเรียนในมหาวิทยาลัย แต่เมื่อเข้าสู่โลกการทำงาน ทักษะการคิดวิเคราะห์ การออกแบบ การแก้ปัญหา ความละเอียด และวินัยในการทำงาน กลับกลายเป็น “ต้นทุน” สำคัญของวิศวกร เพราะงานจริงไม่ได้ถามเพียงว่าเรียนอะไรมา แต่ถามว่า เมื่อเจอโจทย์ที่ไม่มีคำตอบสำเร็จรูป คุณจัดการกับมันอย่างไร

จาก Mechanical Engineering สู่ “หัวใจ” ของระบบรถไฟ

ในบทบาท System Application Design Engineer ถิรกรมีส่วนเกี่ยวข้องกับระบบสำคัญของโครงการรถไฟทางคู่ช่วงลพบุรี–ปากน้ำโพ ทั้ง Interlocking System ซึ่งทำหน้าที่ควบคุมเส้นทางและอุปกรณ์ภาคสนาม และ Automatic Train Supervision (ATS) ที่ใช้ควบคุม ติดตาม และบริหารจัดการการเดินรถจากศูนย์ควบคุมกลา นี่คืองานที่ต้องเชื่อมองค์ความรู้หลายด้านเข้าด้วยกัน

จากพื้นฐานวิศวกรรมเครื่องกล ทั้งเรื่องการเคลื่อนที่ของขบวนรถ ความแข็งแรงและความทนทานของอุปกรณ์ ไปจนถึงข้อจำกัดของพื้นที่ติดตั้ง ต้องถูกนำมาวิเคราะห์ร่วมกับระบบไฟฟ้า ระบบควบคุม และการทำงานของทีมวิศวกรหลากหลายสาขา

งานจึงไม่ได้จบแค่บนหน้าจอคอมพิวเตอร์ แต่ครอบคลุมตั้งแต่การวิเคราะห์ความต้องการของระบบ การประสานงานข้ามทีม ไปจนถึงการสนับสนุนการติดตั้งและทดสอบระบบภาคสนาม ทุกการตัดสินใจมีปลายทางเดียวกันคือ ระบบต้องทำงานได้จริง และต้องปลอดภัยต่อผู้ใช้งานจริง

วิศวกรไม่ได้ถูกจำกัดด้วยชื่อสาขา

เส้นทางของถิรกรสะท้อนอีกด้านหนึ่งของการเรียนวิศวกรรมว่า ความรู้จากหนึ่งสาขาไม่ได้จำเป็นต้องพาไปสู่อาชีพเพียงเส้นทางเดียว วิศวกรรมเครื่องกลอาจเริ่มจากการเรียนเรื่องแรง การเคลื่อนที่ เครื่องจักร และการออกแบบ แต่เมื่อพื้นฐานเหล่านั้นถูกนำไปต่อยอดบนโจทย์ใหม่ ก็สามารถเชื่อมไปถึงระบบราง ระบบอัตโนมัติ หรือโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ได้ สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า “เรียนสาขาอะไร” แต่คือการมีพื้นฐานที่แข็งแรง และมีประสบการณ์ในการนำความรู้ไปใช้จริงตั้งแต่ยังเรียน

จาก “ได้ลองทำ” สู่ “ได้ทำจริง” ในโปรเจกต์ระดับประเทศ

การทำงานกับโครงการระบบรางระดับประเทศไม่ได้เพิ่มเพียงประสบการณ์ในเรซูเม่ แต่ยังหมายถึงการรับผิดชอบต่องานที่มีผลต่อการเดินทางและความปลอดภัยของผู้คนจำนวนมาก

จากห้องปฏิบัติการของ SPU สู่การทำงานกับระบบรางจริง เส้นทางของถิรกรจึงไม่ใช่เพียงเรื่องของศิษย์เก่าคนหนึ่งที่ได้ทำงานในบริษัทระดับโลกแต่คือภาพสะท้อนว่า ประสบการณ์จากการ “ลงมือทำจริง” ตั้งแต่ในมหาวิทยาลัย สามารถกลายเป็นแต้มต่อเมื่อก้าวเข้าสู่สนามวิศวกรรมจริงได้เพราะสำหรับวิศวกร ความรู้คือจุดเริ่มต้น แต่สิ่งที่พาไปได้ไกลกว่า คือการรู้ว่าจะนำความรู้นั้นไป “ทำให้เกิดขึ้นจริง” ได้อย่างไร

#เรียนกับตัวจริง #ประสบการณ์จริง #FutureSkills #คณะวิศวกรรมศาสตร์ #มหาวิทยาลัยศรีปทุม

#ส่งเสริมผลักดัน #โอกาส #ศรีปทุม #SripatumUniversity #SPU #สาขาวิชาวิศวกรรมเครื่องกล 

Share:

Facebook
Twitter
Pinterest
LinkedIn

Social Media

Most Popular

Categories

On Key

Related Posts