ผศ.ดร.เกรียงไกร สัจจะหฤทัย
คณบดีคณะการสร้างเจ้าของธุรกิจ มหาวิทยาลัยศรีปทุม
รางวัล President Award 2026 ระดับบุคคล
คุยกับ ผศ.ดร.เกรียงไกร สัจจะหฤทัย คณบดีคณะการสร้างเจ้าของธุรกิจ มหาวิทยาลัยศรีปทุม ถึงความหมายของภาวะผู้นำในวันที่โลกเปลี่ยนเร็วกว่าเดิม การพา SPU ก้าวสู่ AI University และความเชื่อว่า ภารกิจของมหาวิทยาลัยไม่ควรหยุดอยู่ที่การสร้างบัณฑิต แต่ต้องสร้าง “พื้นที่แห่งโอกาส” ให้คนรุ่นใหม่มีพลังมากพอที่จะลุกขึ้นมาสร้างอนาคตของตัวเอง และอนาคตของประเทศ
บนเวที President Award 2026 ชื่อของ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เกรียงไกร สัจจะหฤทัย คณบดีคณะการสร้างเจ้าของธุรกิจ มหาวิทยาลัยศรีปทุม ปรากฏขึ้นในฐานะผู้ได้รับรางวัลระดับบุคคล พร้อมโล่เกียรติยศและเงินรางวัล 100,000 บาท เพื่อยกย่องบุคลากรที่มีผลงานโดดเด่น อุทิศตน และเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนามหาวิทยาลัย
แต่หากมองผ่าน “รางวัล” เข้าไปให้ลึกกว่านั้น เรื่องราวนี้ไม่ได้พูดถึงความสำเร็จของผู้บริหารเพียงคนเดียว ตรงกันข้าม มันกำลังตั้งคำถามที่ใหญ่กว่าว่า ในวันที่มหาวิทยาลัยต้องเผชิญทั้งการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี จำนวนผู้เรียน ความคาดหวังของภาคธุรกิจ และโลกการทำงานที่ถูก AI เปลี่ยนกติกาอย่างรวดเร็ว “ผู้นำ” ควรมีบทบาทอย่างไร
คำตอบของ ผศ.ดร.เกรียงไกร ไม่ได้หยุดอยู่ที่การบริหารคณะให้ประสบความสำเร็จ แต่ขยายไปถึงการสร้างระบบที่ทำให้คนในองค์กรเห็นอนาคตร่วมกัน การเปลี่ยนเทคโนโลยีใหม่ให้เป็นโอกาส การเชื่อมมหาวิทยาลัยกับโลกจริง และที่สำคัญที่สุด คือการเปิดพื้นที่ให้นักศึกษาค้นพบว่า พวกเขาไม่ได้มีหน้าที่เพียงเตรียมตัวเข้าสู่โลกอนาคต แต่สามารถเป็นหนึ่งในคนที่ “สร้างโลกอนาคต” ขึ้นมาได้
นี่จึงเป็นบทสนทนาว่าด้วย ตัวตน ภาวะผู้นำ SPU AI นักศึกษา และอนาคตของประเทศไทย ผ่านมุมมองของผู้นำที่เชื่อว่า “โอกาส” ไม่ใช่สิ่งที่เรานั่งรอ แต่เป็นสิ่งที่ต้องมองเห็น สร้างขึ้น และส่งต่อให้คนรุ่นถัดไปเดินไปได้ไกลกว่าเดิม
รางวัล President Award 2026 ระดับบุคคล มีความหมายกับตัวเองอย่างไร
และคิดว่าสะท้อนสิ่งใดจากการทำงานที่ผ่านมา ?
สำหรับผม President Award 2026 ไม่ใช่รางวัลของคนคนเดียว แต่เป็นรางวัลของทุกคนที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จ และที่สำคัญกว่านั้น คือเป็นทั้ง “ความไว้วางใจ” และ “ความคาดหวัง” ที่มหาวิทยาลัยมอบให้ว่า สิ่งที่เราคิด สิ่งที่เราลงมือทำ และแนวทางที่เราพยายามขับเคลื่อน กำลังสร้างคุณค่าให้กับมหาวิทยาลัยจริง
ตลอดเวลาที่ทำงาน ผมพยายามไม่มองบทบาทของตัวเองเพียงว่า เราจะบริหารคณะให้ดีได้อย่างไร แต่ตั้งคำถามกับตัวเองอยู่เสมอว่า วันนี้เราสามารถสร้างอะไรที่มากกว่าหน้าที่ประจำได้หรือไม่ และสิ่งที่เราสร้างนั้นจะเปิดโอกาสใหม่ให้มหาวิทยาลัยและนักศึกษาได้อย่างไร
ผมเชื่อว่าคณะหนึ่งคณะไม่ควรมองตัวเองเป็นเพียงหน่วยงานหนึ่งในมหาวิทยาลัย แต่ต้องคิดด้วยว่า เราสามารถเป็นพลังส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนมหาวิทยาลัยไปข้างหน้าได้อย่างไร
หลายสิ่งที่เราทำอาจเริ่มต้นจากความคิดเล็ก ๆ บางเรื่องไม่มีต้นแบบ บางเรื่องไม่มีแม้กระทั่งคำตอบว่าสุดท้ายจะสำเร็จหรือไม่ แต่หากเราเชื่อว่าสิ่งนั้นมีคุณค่าต่อนักศึกษา ต่อมหาวิทยาลัย และต่ออนาคต เราต้องกล้าที่จะเริ่ม เพราะโลกการศึกษาในวันนี้ไม่เปิดพื้นที่ให้เราทำงานแบบต่างคนต่างทำอีกต่อไป
การแข่งขันที่สูงขึ้น เทคโนโลยีที่เปลี่ยนเร็ว จำนวนผู้เรียนที่เปลี่ยนไป รวมถึงความคาดหวังใหม่จากภาคธุรกิจและสังคม ทำให้ทุกหน่วยงานต้องมองตัวเองในฐานะส่วนหนึ่งของระบบเดียวกัน
ดังนั้น สำหรับผม รางวัลนี้ไม่ได้สะท้อนเพียง “ผลงานที่ผ่านมา” แต่สะท้อนวัฒนธรรมการทำงานแบบหนึ่ง คือ การกล้าทำงานข้ามขอบเขตของตัวเอง เพื่อสร้างผลลัพธ์ที่ใหญ่กว่าหน่วยงานของเรา และกล้าชวนคนอื่นเข้ามาสร้างความสำเร็จร่วมกัน เมื่อเราได้รับความไว้วางใจแล้ว สิ่งที่ต้องคิดต่อจึงไม่ใช่ว่า วันนี้เราประสบความสำเร็จแค่ไหน แต่คือ จากวันนี้เราจะสร้างคุณค่าให้มากกว่าเดิมได้อย่างไร
“รางวัลไม่ใช่ปลายทางของความสำเร็จ แต่คือความคาดหวังว่า
จากวันนี้เราจะสร้างคุณค่าให้องค์กรได้มากกว่าเดิมอย่างไร”
หลายโครงการที่คณบดีผลักดัน เริ่มต้นจากสิ่งที่ยังไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ทั้ง Innovation, AI หรือ Startup อะไรทำให้อาจารย์กล้าที่จะมองเห็นและคว้า “โอกาส” เหล่านั้นมาทำให้เกิดขึ้นจริง ?
ผมเชื่อว่า หน้าที่สำคัญอย่างหนึ่งของผู้นำ คือ ต้องมองเห็นสิ่งที่ยังไม่เกิด ก่อนที่คนส่วนใหญ่จะเห็นว่ามันเป็นเรื่องปกติ ถ้าเรารอให้ทุกอย่างชัดเจน รอให้มีต้นแบบ หรือรอให้คนอื่นทำสำเร็จก่อน เราอาจบริหารองค์กรได้อย่างปลอดภัย แต่เราอาจไม่มีวันเป็นองค์กรที่มีส่วน “สร้างอนาคต” ไม่ว่าจะเป็น Innovation, AI หรือ Startup สิ่งที่ผมสนใจไม่ใช่เพียงว่า “ตอนนี้เทรนด์อะไรมา” แต่คำถามที่สำคัญกว่าคือ ถ้าโลกกำลังเดินไปในทิศทางนี้ นักศึกษาของเราต้องมีความสามารถอะไร และมหาวิทยาลัยต้องเริ่มเตรียมเขาตั้งแต่วันนี้อย่างไร
สำหรับผม ผู้นำจึงต้องเชื่อม 3 เรื่องเข้าด้วยกันให้ได้ คือ มองอนาคตให้ออก — แปลงอนาคตให้เป็นโอกาส — และเปลี่ยนโอกาสให้กลายเป็นระบบที่คนในองค์กรลงมือทำได้จริง แน่นอนว่าเมื่อทำสิ่งใหม่ ความเสี่ยงย่อมเกิดขึ้น แต่ “ความกล้า” ในความหมายของผม ไม่ใช่การเดินไปข้างหน้าโดยไม่กลัวความล้มเหลว ความกล้าที่แท้จริงคือ การรู้ว่ามีความเสี่ยง แต่ศึกษา เตรียมตัว และบริหารความเสี่ยงนั้นให้ดีพอที่จะเดินต่อ และถ้าความสำเร็จของโครงการหนึ่งสามารถเปิดประตูให้นักศึกษาอีกหลายร้อยหรือหลายพันคนในอนาคต ผมคิดว่านั่นคือความเสี่ยงที่ผู้นำควรกล้ารับ
“โอกาสที่ยิ่งใหญ่ส่วนใหญ่มักมาในวันที่มันยังดูไม่ชัดเจน
คนที่เห็นก่อนและลงมือก่อน จึงมีโอกาสสร้างอนาคตก่อน”
จากหลายโครงการที่เกิดขึ้น ดูเหมือนว่าจุดหมายสุดท้ายจะกลับมาที่การสร้าง “โอกาสให้นักศึกษา” เสมอ สำหรับคณบดี คำว่าโอกาสของนักศึกษามีความหมายอย่างไร?
สำหรับผม “โอกาส” ของนักศึกษา ไม่ใช่เพียงการได้เรียนในห้องเรียนที่ดี หรือเรียนจบพร้อมปริญญาหนึ่งใบแต่คือ การทำให้เด็กคนหนึ่งค้นพบศักยภาพของตัวเอง และได้ไปยืนอยู่ในพื้นที่ที่ครั้งหนึ่งเขาอาจไม่เคยคิดว่าตัวเองจะไปถึง เด็กบางคนไม่ได้ขาดความสามารถ แต่เขาขาด “เวที” บางคนไม่ได้ขาดความฝัน แต่ขาดคนที่บอกกับเขาว่า “คุณทำได้” บางคนมีไอเดียที่ดีมาก แต่ไม่เคยมีโอกาสพบผู้ประกอบการ นักลงทุน บริษัทระดับโลก หรือเผชิญกับโจทย์จริงจากภาคอุตสาหกรรม
นี่จึงเป็นเหตุผลที่ผมมองว่า มหาวิทยาลัยในวันนี้ไม่ควรเป็นเพียง สถานที่ให้ความรู้ แต่ควรเป็น Opportunity Platform หรือแพลตฟอร์มแห่งโอกาส ที่ทำหน้าที่เชื่อม คน ความรู้ เทคโนโลยี เครือข่าย และโลกจริง เข้ามาหานักศึกษา
ผมอยากให้เด็ก SPU ไม่ต้องรอเรียนจบแล้วจึงออกไปหาประสบการณ์ แต่ให้เขาได้ ทำงานจริง ทำธุรกิจจริง สร้างนวัตกรรมจริง ทำงานร่วมกับ AI จริง และพบโลกจริง ตั้งแต่วันที่ยังเป็นนักศึกษา
เพราะที่สุดแล้ว เป้าหมายของการศึกษาอาจไม่ใช่เพียงการตอบคำถามว่า “เราจะทำให้นักศึกษามีงานทำได้อย่างไร” แต่คือการทำให้เขาเปลี่ยนจากคนที่ถามว่า “เรียนจบแล้วจะมีใครรับผมเข้าทำงานไหม” ไปเป็นคนที่กล้าถามตัวเองว่า “ผมสามารถสร้างคุณค่าอะไรให้กับโลกใบนี้ได้บ้าง” ถ้าการศึกษาสามารถพาเด็กคนหนึ่งเดินจากคำถามแรกไปถึงคำถามหลังได้ สำหรับผม นั่นคือ “โอกาส” ที่มีความหมายที่สุด
การเปลี่ยนไอเดียหนึ่งให้กลายเป็นโครงการที่ขับเคลื่อนได้ทั้งมหาวิทยาลัย ต้องอาศัยคนจำนวนมาก ในมุมของคณบดี ผู้นำจะทำอย่างไรให้คนในองค์กรเห็นภาพเดียวกันและลุกขึ้นมาสร้างการเปลี่ยนแปลงร่วมกัน?
ผมคิดว่า เราไม่สามารถขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงด้วย “คำสั่ง” เพียงอย่างเดียว คนอาจทำตามคำสั่งได้ แต่เราไม่สามารถสั่งให้ใครสร้างสิ่งที่ยิ่งใหญ่ด้วยหัวใจของเขาได้ หน้าที่ของผู้นำจึงไม่ใช่เพียงการบอกว่า “ต้องทำอะไร” แต่ต้องทำให้ทุกคนมองเห็นว่า “ทำไมเราต้องทำเรื่องนี้ และถ้าเราทำสำเร็จ สิ่งนี้จะเปลี่ยนอนาคตของนักศึกษาและองค์กรอย่างไร”
ผมเชื่อในคำว่า Shared Vision — ภาพอนาคตร่วมกัน เมื่อคนในองค์กรเห็นภาพเดียวกัน เราไม่จำเป็นต้องเดินเหมือนกันทุกก้าว ทุกคนสามารถใช้ความสามารถและวิธีการที่แตกต่างกันได้ แต่สิ่งสำคัญคือ ทุกคนรู้ว่าเรากำลังเดินไปทางไหน และกำลังสร้างอะไรด้วยกัน
อีกเรื่องที่สำคัญมากคือ ผู้นำต้องสร้างพื้นที่ให้คนรู้สึกว่าเขาเป็น “เจ้าของการเปลี่ยนแปลง” ไม่ใช่เพียงผู้รับงานจากผู้บริหาร ผมจึงชอบบอกทีมเสมอว่า “เรื่องนี้ไม่ใช่โครงการของคณบดี แต่เป็นโครงการของพวกเราทุกคน”
วันที่คนในองค์กรเริ่มเปลี่ยนคำว่า “งานของเขา” เป็น “งานของเรา” วันนั้นการเปลี่ยนแปลงจะเริ่มเกิดขึ้นจริง
ผู้นำที่ดีจึงไม่จำเป็นต้องเป็นคนที่เก่งที่สุดในห้อง แต่ต้องเป็นคนที่สามารถทำให้ “คนเก่งจำนวนมาก” อยากลุกขึ้นมาสร้างสิ่งเดียวกัน และรู้สึกว่าความสำเร็จนั้นมีส่วนหนึ่งเป็นของเขาด้วย
“Leadership ไม่ใช่การมีคนเดินตาม แต่คือการทำให้คนรู้สึกว่า
เขาเองก็เป็นเจ้าของอนาคตที่กำลังสร้างร่วมกัน”
หลังจาก President Award 2026 คณบดีอยากสร้าง “การเปลี่ยนแปลงครั้งต่อไป” อะไรให้กับ SPU และอยากเห็นนักศึกษาของเราไปยืนอยู่ตรงไหนในโลกอนาคต?
การเปลี่ยนแปลงครั้งต่อไปที่ผมอยากเห็น คือการทำให้ SPU ก้าวจากมหาวิทยาลัยที่ “ใช้ AI” ไปสู่มหาวิทยาลัยที่ “คิด ทำงาน เรียนรู้ และสร้างคุณค่าร่วมกับ AI” ทั้งระบบ โลกกำลังเดินเข้าสู่ยุค Agentic AI อย่างรวดเร็ว การแข่งขันในอนาคตจึงไม่ได้อยู่ที่ว่าใคร “ใช้เครื่องมือ AI เป็น” เพราะในไม่ช้าความสามารถนั้นอาจกลายเป็นพื้นฐานที่ทุกคนมี สิ่งที่จะสร้างความแตกต่างคือ ใครสามารถใช้ AI เพื่อ ขยายศักยภาพของตัวเอง สร้างนวัตกรรม ตัดสินใจ และแก้โจทย์ที่ซับซ้อนได้ดีกว่า
ผมจึงอยากเห็น SPU พัฒนาไปสู่การเป็น AI University และ Agentic University ที่นักศึกษาทุกคน ไม่ว่าจะเรียนสาขาใด สามารถมี AI เป็นทั้ง Learning Partner — Working Partner — และ Innovation Partner แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือ เป้าหมายของเราไม่ใช่การสร้างเด็กที่เก่งเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว
ผมอยากเห็นคนรุ่นใหม่มีความสามารถสำคัญ 4 เรื่อง คือ คิดเป็น — ทำเป็น — สร้างเป็น — และรับผิด ชอบต่อสังคมเป็น เพราะในโลกที่ความรู้บางอย่างอาจหมดอายุภายในเวลาไม่กี่ปี สิ่งที่จะอยู่กับคนคนหนึ่งไปได้ยาวนานกว่าคือ ความสามารถในการเรียนรู้สิ่งใหม่ การปรับตัว และการสร้างโอกาสขึ้นมาด้วยตัวเอง ผมอยากเห็นนักศึกษา SPU ไม่ได้มองการแข่งขันเฉพาะกับบัณฑิตในประเทศไทย แต่สามารถยืนอยู่บนเวทีเดียวกับคนรุ่นใหม่จาก Singapore, China, Europe, Silicon Valley หรือที่ใดก็ตามในโลก และถ้าวันหนึ่งโลกพูดถึงคนรุ่นใหม่จากประเทศไทยที่ กล้าคิด กล้าสร้างธุรกิจ กล้าสร้างนวัตกรรม และใช้ AI เพื่อสร้างผลกระทบเชิงบวกให้กับสังคม ผมอยากเห็นชื่อของนักศึกษา SPU อยู่ในนั้น
เพราะท้ายที่สุดแล้ว “เป้าหมายของการศึกษาไม่ควรจบที่การเตรียมนักศึกษาให้พร้อมสำหรับโลกอนาคต แต่ต้องทำให้เขามีพลังมากพอที่จะเป็นคนสร้างโลกอนาคตขึ้นมาเอง”
มีหลายคนพูดถึงอาจารย์ว่าเป็นคนที่มองเห็นโอกาสในสิ่งที่หลายคนอาจคิดว่าไกลเกินเอื้อม สำหรับคณบดีแล้ว “โอกาส” เป็นสิ่งที่เรารอให้เข้ามา หรือเป็นสิ่งที่ผู้นำต้องสร้างขึ้นเอง?
ผมคิดว่าโอกาสมีอยู่รอบตัวเราตลอดเวลา เพียงแต่มันไม่ได้ปรากฏออกมาในรูปของป้ายที่เขียนว่า “นี่คือโอกาส” หลายครั้ง โอกาสมาในรูปของ “ปัญหา” บางครั้งมาในรูปของ “วิกฤต” บางครั้งมาในรูปของ “เทคโนโลยีใหม่” ที่คนส่วนใหญ่ยังไม่เข้าใจ และบางครั้ง มาในรูปของ “ความคิด” ที่คนจำนวนมากบอกว่า เป็นไปไม่ได้ หน้าที่ของผู้นำจึงไม่ใช่การนั่งรอให้โอกาสเดินเข้ามาหา แต่ต้อง มองให้ออกว่าสิ่งที่อยู่ตรงหน้าสามารถกลายเป็นอะไรได้บ้าง
สำหรับผม ผู้นำต้องทำให้ได้ 3 เรื่องเห็นโอกาสก่อน — สร้างโอกาสขึ้นมา — และแบ่งโอกาสนั้นให้คนอื่นได้เติบโตไปด้วย ถ้าเราสามารถสร้างความสำเร็จให้ตัวเองได้เพียงคนเดียว ผมยังไม่คิดว่านั่นคือความหมายที่สมบูรณ์ของคำว่า “ภาวะผู้นำ” แต่ถ้าเราเห็นบางอย่างก่อนคนอื่น และสามารถเปลี่ยนสิ่งนั้นให้กลายเป็น “ประตู” ที่เปิดให้คนอีกหลายร้อย หลายพัน หรือในอนาคตอาจมากกว่านั้นเดินผ่านไปได้ นั่นคือสิ่งที่ผมอยากทำในฐานะผู้นำ และเมื่อมองไปไกลกว่ามหาวิทยาลัย ผมเชื่อว่า ประเทศไม่ได้เปลี่ยนเพราะเรามีคนเก่งเพียงไม่กี่คน
ประเทศจะเปลี่ยนได้ เมื่อเราสามารถสร้าง “ระบบ” ที่ทำให้คนรุ่นใหม่จำนวนมากมีโอกาสลุกขึ้นมาเป็นผู้สร้าง เพราะฉะนั้น ถ้าถามผมว่า “โอกาส” เป็นสิ่งที่ต้องรอ หรือเป็นสิ่งที่ต้องสร้าง คำตอบของผมคือ
“คนทั่วไปอาจรอโอกาส แต่หน้าที่ของผู้นำคือมองเห็นโอกาสก่อนที่มันจะชัด
สร้างมันให้เกิดขึ้นจริง และเปิดประตูให้คนรุ่นต่อไปเดินไปได้ไกลกว่าเรา”
President Award 2026 จึงอาจเป็น “รางวัล” ที่มอบให้กับบุคคลหนึ่งคน แต่ความหมายที่อยู่เบื้องหลังกลับไปไกลกว่าความสำเร็จส่วนตัว เพราะเมื่อถอดแก่นความคิดของ ผศ.ดร.เกรียงไกร ออกมา สิ่งที่เชื่อมโยงทุกเรื่องเข้าด้วยกัน ตั้งแต่ Innovation, Startup, AI, การบริหารคน ไปจนถึงอนาคตของ SPU คือคำคำเดียวกัน — “โอกาส” โอกาสที่ผู้นำต้องมองเห็นก่อน โอกาสที่มหาวิทยาลัยต้องทำให้เกิดขึ้นจริง โอกาสที่เทคโนโลยีต้องถูกเปลี่ยนให้เป็นพลังของคน และโอกาสที่นักศึกษาควรได้รับ เพื่อเดินไปได้ไกลกว่าคนรุ่นก่อน
ในโลกที่ AI กำลังเปลี่ยนทั้งวิธีเรียน วิธีทำงาน และวิธีสร้างคุณค่า บทบาทของมหาวิทยาลัยจึงอาจไม่ใช่เพียงการ “ตามโลกให้ทัน” แต่คือการสร้างระบบที่ทำให้คนรุ่นใหม่มีทั้งความรู้ ความสามารถ เวที เครือข่าย และความเชื่อมั่นมากพอที่จะออกไปสร้างบางสิ่งที่โลกยังไม่มี และหากระบบนั้นสามารถทำให้เด็กธรรมดาคนหนึ่งค้นพบว่า เขาไม่ได้เกิดมาเพียงเพื่อรอรับโอกาส แต่สามารถเป็น “ผู้สร้างโอกาส” ให้ตัวเองและผู้อื่นได้ บางที นั่นอาจเป็นความหมายที่ใหญ่ที่สุดของคำว่า การศึกษา และอาจเป็นความหมายที่ลึกที่สุดของคำว่า Leadership เช่นกัน
#SPUSE #คณะการสร้างเจ้าของธุรกิจ #มหาวิทยาลัยศรีปทุม #โอกาส #เรียนกับตัวจริง
#ประสบการณ์จริง #ส่งเสริมผลักดัน #FutureSkills #President Award2026



