ไทยต้องการมากกว่า ‘คนใช้ Robot’ วิศวกรรม SPU ชี้วิศวกรอนาคตต้องออกแบบ–เชื่อม–พัฒนาเทคโนโลยีได้

ไทยต้องการมากกว่า ‘คนใช้ Robot’ วิศวกรรม SPU ชี้วิศวกรอนาคตต้องออกแบบ–เชื่อม–พัฒนาเทคโนโลยีได้

เมื่อ Robotics, Automation และ AI เข้ามามีบทบาทในอุตสาหกรรมมากขึ้น คำถามสำคัญของประเทศไทยอาจไม่ใช่เพียงว่าเรามีเทคโนโลยีมากแค่ไหน แต่คือเรามี “คน” ที่สามารถเข้าใจ พัฒนา และต่อยอดเทคโนโลยีเหล่านั้นได้มากเพียงใด

ผศ.ดร.วนายุทธ์ แสนเงิน หัวหน้าสาขาวิชาวิศวกรรมหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีปทุม มองว่า ประเทศไทยไม่ได้ต้องการเพียงบุคลากรที่สามารถใช้งาน Robot หรือควบคุมระบบ Automation ตามคำสั่งได้ แต่ต้องการคนที่สามารถ ออกแบบ เชื่อมต่อ พัฒนา ดูแล และปรับปรุงระบบ ได้ด้วยตัวเองมากขึ้น

เหตุผลสำคัญคือ เทคโนโลยีที่นำเข้ามาจากต่างประเทศไม่สามารถตอบโจทย์ทุกโรงงานหรือทุกธุรกิจได้เหมือนกัน วิศวกรไทยจึงต้องมีความสามารถในการทำความเข้าใจเทคโนโลยี แล้วนำมาปรับให้เหมาะกับปัญหา สภาพแวดล้อม และข้อจำกัดของอุตสาหกรรมไทย ไม่ใช่เพียงใช้งานตามสิ่งที่ผู้ผลิตกำหนดไว้

ในระดับที่สูงขึ้น หากประเทศไทยต้องการขยับจากการเป็นผู้ใช้เทคโนโลยีไปสู่การเป็นผู้พัฒนา จำเป็นต้องมีบุคลากรที่สามารถสร้าง Software พัฒนา AI Model หรือออกแบบเทคโนโลยีของตัวเอง รวมถึงสร้าง Intellectual Property หรือทรัพย์สินทางปัญญาที่สามารถต่อยอดเป็นองค์ความรู้ นวัตกรรม หรือมูลค่าทางเศรษฐกิจได้

ผศ.ดร.วนายุทธ์ สรุปคุณสมบัติสำคัญของ “วิศวกรยุค Humanoid” ไว้ 3 ด้าน โดยประการแรกคือการเป็น Integrator หรือคนที่เชื่อมโยงเทคโนโลยีเป็น วิศวกรไม่จำเป็นต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญที่สุดในทุกศาสตร์ แต่ควรเข้าใจ Mechanical, Electronics, Software, AI และระบบควบคุมมากพอที่จะรู้ว่าแต่ละส่วนทำหน้าที่อย่างไร และเมื่อนำมารวมกันแล้วจะทำให้ทั้งระบบทำงานได้อย่างไร

ประการที่สองคือการเป็น Problem Solver หรือคนที่แก้ปัญหาเป็น เพราะโลกการทำงานจริงไม่ได้มีโจทย์ที่บอกคำตอบไว้ล่วงหน้า วิศวกรต้องสามารถวิเคราะห์ ทดลอง เรียนรู้จากความผิดพลาด และปรับปรุงระบบจนสามารถใช้งานได้จริง โดยเฉพาะปัญหาที่เกี่ยวข้องกับ Robotics ซึ่งหลายครั้งไม่สามารถบอกได้ทันทีว่าต้นเหตุอยู่ที่เครื่องกล ไฟฟ้า Software หรือ AI

ส่วนคุณสมบัติที่สามคือ Lifelong Learner หรือคนที่สามารถเรียนรู้ได้ตลอดชีวิต ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งในวันที่เทคโนโลยี Robotics และ AI เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่การรู้ทุกอย่างตั้งแต่วันนี้ แต่คือเมื่อวันหนึ่งต้องเจอเทคโนโลยีหรือเครื่องมือที่ไม่เคยใช้มาก่อน วิศวกรคนนั้นสามารถเรียนรู้ ทำความเข้าใจ และพัฒนาตัวเองจนสามารถนำสิ่งใหม่มาแก้ปัญหาได้หรือไม่

ด้วยเหตุนี้ บทบาทของมหาวิทยาลัยจึงไม่ควรหยุดเพียงการถ่ายทอดองค์ความรู้จากตำรา แต่ต้องเป็นพื้นที่เชื่อมระหว่างการศึกษา การวิจัย เทคโนโลยี และภาคอุตสาหกรรม เปิดโอกาสให้นักศึกษาได้เข้าถึงเทคโนโลยีใหม่ ทดลองกับระบบจริง และพัฒนาความคิดตั้งแต่ยังอยู่ในมหาวิทยาลัย

Humanoid Robotics จึงเป็นหนึ่งในแพลตฟอร์มที่สามารถเปิดโจทย์การเรียนรู้ได้หลากหลาย ตั้งแต่ Smart Factory หรือโรงงานอัจฉริยะ คลังสินค้า การตรวจสอบพื้นที่อันตราย งานบริการ Smart Building การช่วยเหลือด้านสุขภาพ ไปจนถึงการพัฒนาระบบที่มนุษย์และ Robot สามารถทำงานร่วมกันได้

อย่างไรก็ตาม ผศ.ดร.วนายุทธ์ มองว่า จุดสำคัญที่สุดของ Project ไม่ได้อยู่ที่ว่าใครสามารถทำ Robot ให้เดินหรือเคลื่อนไหวได้สวยที่สุด แต่ต้องย้อนกลับไปที่คำถามพื้นฐานว่า “เทคโนโลยีนี้สามารถแก้ปัญหาอะไรให้มนุษย์หรือภาคอุตสาหกรรมได้จริง”

เพราะท้ายที่สุด อนาคตของวิศวกรอาจไม่ได้ถูกตัดสินจากจำนวนเครื่องมือที่ใช้เป็น หรือจำนวนภาษาโปรแกรมที่เขียนได้ แต่จะอยู่ที่ความสามารถในการนำความรู้หลายด้านมาเชื่อมกัน วิเคราะห์ปัญหา เรียนรู้สิ่งใหม่ และเปลี่ยนเทคโนโลยีให้กลายเป็น Solution ที่ใช้งานได้จริง ซึ่งเป็นทักษะที่ประเทศไทยจะต้องการมากขึ้นในวันที่ Robotics, Automation และ AI กลายเป็นส่วนหนึ่งของอุตสาหกรรมอย่างเต็มตัว

👁 ยอดวิว: 3

Share:

Facebook
Twitter
Pinterest
LinkedIn

Most Popular

Categories

News

Related Posts