โลกธุรกิจหลังวิกฤตหลายระลอกกำลังส่งสัญญาณชัดว่า “ความแน่นอน” อาจไม่ใช่สิ่งที่ผู้ประกอบการคาดหวังได้อีกต่อไป ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ธรินี มณีศรี คณบดีวิทยาลัยโลจิสติกส์และซัพพลายเชน มหาวิทยาลัยศรีปทุม และที่ปรึกษากิตติมศักดิ์สมาคมขนส่งสินค้าและโลจิสติกส์ไทย สะท้อนผ่านรายการ The SME Handbook by UOB Season 10 ว่า ความสามารถในการปรับตัวและการเตรียมแผนสำรองจะเป็นทักษะสำคัญของผู้ประกอบการในปี 2026 และต่อจากนี้
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โลจิสติกส์โลกต้องเผชิญทั้งโควิด-19 สงคราม ความแปรปรวนของเส้นทางเดินเรือ ภัยธรรมชาติ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ภูมิรัฐศาสตร์ รวมถึงกฎระเบียบการค้าระหว่างประเทศ ปัจจัยเหล่านี้สามารถเปลี่ยนต้นทุนและเส้นทางการขนส่งของธุรกิจได้ในเวลาอันรวดเร็ว
ดังนั้น ผู้ประกอบการต้องมองความเสี่ยงให้รอบด้าน ตั้งแต่ราคาน้ำมัน พลังงาน อัตราแลกเปลี่ยน ภาษี กฎศุลกากร ไปจนถึงความพร้อมของเส้นทางและผู้ให้บริการ พร้อมมี Plan B และพันธมิตรสำรอง ไม่ควรพึ่งพาผู้ให้บริการโลจิสติกส์เพียงรายเดียว เพราะเมื่อเกิดวิกฤต ความสามารถในการสลับเส้นทางหรือเปลี่ยน Partner ได้ทันเวลา อาจหมายถึงความต่อเนื่องของธุรกิจ
อีกโจทย์ที่ธุรกิจไทยต้องเร่งเตรียมพร้อมคือเงื่อนไขด้านสิ่งแวดล้อมและคาร์บอน ซึ่งกำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของกติกาการค้าโลก ผู้ประกอบการจึงต้องเริ่มมองทั้งวัตถุดิบ กระบวนการผลิต และการขนส่งว่าแต่ละขั้นตอนสร้างผลกระทบอย่างไร และจะปรับตัวอย่างไรให้สอดคล้องกับมาตรฐานใหม่
สำหรับ SME ที่ไม่ได้มีทีมโลจิสติกส์ขนาดใหญ่ ผศ.ดร.ธรินี แนะนำให้ธุรกิจโฟกัสจุดแข็งของตนเองในด้านสินค้าและคุณภาพ ขณะที่งานที่ต้องใช้ความเชี่ยวชาญเฉพาะสามารถใช้พันธมิตรภายนอกเข้ามาช่วย โดยหัวใจคือ “เลือก Partner ให้เป็น และกระจายความเสี่ยงให้ได้”
ท้ายที่สุด ความได้เปรียบของธุรกิจอาจไม่ได้อยู่ที่การคาดเดาว่าวิกฤตครั้งต่อไปจะเกิดขึ้นเมื่อใด แต่อยู่ที่ว่า เมื่อความเปลี่ยนแปลงมาถึง ใครสามารถปรับตัวได้เร็วกว่า ซึ่งเป็นทั้งบทเรียนสำคัญสำหรับผู้ประกอบการ และเป็น Future Skills ที่วิทยาลัยโลจิสติกส์และซัพพลายเชน SPU มุ่งถ่ายทอดให้คนรุ่นใหม่พร้อมรับมือโลกธุรกิจที่ไม่มีสูตรสำเร็จตายตัวอีกต่อไป
#วิทยาลัยโลจิสติกส์และซัพพลายเชนSPU #SME #SupplyChainRisk #FutureSkills #เรียนกับตัวจริงประสบการณ์จริง









