จากจิตรกรรมฝาผนังในวัดท่าสุทธาวาส สู่ตุ๊กตาชาววังและวิถีชีวิตตลาดน้ำบางพลี เทคโนโลยีกำลังถูกนำมาใช้ในฐานะ “เครื่องมือแปลความหมาย” เพื่อเชื่อมมรดกทางวัฒนธรรมกับคนรุ่นใหม่ พร้อมเปิดคำถามสำคัญว่า นวัตกรรมจะสร้างคุณค่าให้เจ้าของพื้นที่ได้อย่างไร โดยไม่เปลี่ยนวัฒนธรรมให้กลายเป็นเพียงคอนเทนต์ชั่วคราว
ในวันที่จิตรกรรมฝาผนังสามารถเคลื่อนไหวและเล่าเรื่องผ่านหน้าจอโทรศัพท์ คำถามสำคัญอาจไม่ใช่ว่าเทคโนโลยีทำอะไรได้บ้าง แต่อยู่ที่ว่า เทคโนโลยีกำลังช่วยให้เราเข้าใจอดีตลึกขึ้น หรือเพียงเปลี่ยนมรดกของชุมชนให้กลายเป็นภาพที่ผู้คนเลื่อนผ่านแล้วลืมไป
นี่คือประเด็นสำคัญที่วิทยาลัยการบิน การท่องเที่ยวและการบริการ มหาวิทยาลัยศรีปทุม นำเสนอบนเวที Travel & Tech Asia 2026 ผ่านการเสวนาและบรรยายพิเศษหัวข้อ “Immersive Experience Technologies Transform Cultural Tourism and Sustainability” โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อนุพงศ์ อวิรุทธา คณบดีวิทยาลัยการบิน การท่องเที่ยวและการบริการ และผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ปณต อัศวชัย หัวหน้าสาขาวิชาการจัดการการท่องเที่ยวและไมซ์ ณ Main Stage, Plenary Hall ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2569

สิ่งที่ถูกเสนอไม่ได้เริ่มจากคำถามว่า จะติดตั้งเทคโนโลยีในแหล่งท่องเที่ยวได้มากเพียงใด แต่เริ่มจากโจทย์ที่สำคัญกว่า นั่นคือ AI, Augmented Reality หรือ AR และ Virtual Reality หรือ VR จะช่วยให้ผู้คนเข้าถึงเรื่องราวของพื้นที่ได้อย่างไร โดยไม่ลดทอนคุณค่าของสิ่งที่มีอยู่เดิม
วัฒนธรรมไม่ได้ขาดเรื่องเล่า แต่อาจขาดวิธีทำให้ผู้คนอยากฟัง
แหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมจำนวนมากเต็มไปด้วยเรื่องราว แต่ยังสื่อสารผ่านป้ายข้อมูล การบรรยาย หรือการรับชมแบบทางเดียว ผู้มาเยือนมองสิ่งที่อยู่ตรงหน้า ถ่ายภาพ แล้วเดินจากไป โดยอาจไม่เข้าใจว่าสิ่งที่เห็นเกิดขึ้นในช่วงเวลาใด มีความหมายต่อผู้คนอย่างไร หรือเชื่อมโยงกับอัตลักษณ์ของพื้นที่ในมิติไหน เมื่อพฤติกรรมการรับสื่อเปลี่ยนไป สถานที่ทางวัฒนธรรมจึงเสี่ยงถูกลดบทบาทให้เหลือเพียงฉากหลังของภาพถ่าย มากกว่าจะเป็นพื้นที่เรียนรู้ที่ทำให้ผู้มาเยือนเข้าใจอดีตและมองเห็นชีวิตของผู้คนในปัจจุบัน
โจทย์สำคัญจึงไม่ใช่การทำให้วัฒนธรรม “ดูทันสมัย” ด้วยการเติมหน้าจอหรือเทคโนโลยีเข้าไป แต่คือการออกแบบประสบการณ์ที่ช่วยให้ผู้คนเข้าถึงความหมายเดิมได้ลึกกว่าเดิม

AR ในฐานะเครื่องมือแปลความหมาย ไม่ใช่สิ่งใหม่ที่เข้ามาทับของเดิม
กรณีศึกษาการสร้างสื่อเสมือนจริงเพื่อการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ณ วัดท่าสุทธาวาส จังหวัดอ่างทอง สะท้อนบทบาทของเทคโนโลยีในฐานะเครื่องมือแปลความหมายได้อย่างชัดเจน จิตรกรรมฝาผนังที่ผู้มาเยือนอาจมองผ่านอย่างรวดเร็ว ถูกนำมาถ่ายทอดผ่านภาพเคลื่อนไหวและเนื้อหาดิจิทัล ผู้ใช้งานสามารถเข้าถึงเรื่องราวที่ซ่อนอยู่ในภาพผ่านอุปกรณ์ที่คุ้นเคย โดยไม่ต้องสัมผัสโบราณวัตถุหรือดัดแปลงพื้นที่จริง
คุณค่าของ AR จึงไม่ได้อยู่เพียงการทำให้ภาพเคลื่อนไหว แต่คือการเปลี่ยนผู้ชมจากผู้รับสารทางเดียวให้กลายเป็นผู้มีส่วนร่วมกับเรื่องราว สามารถค่อย ๆ สำรวจ เชื่อมโยงองค์ประกอบทางศิลปะกับบริบททางประวัติศาสตร์ และทำความเข้าใจสิ่งที่อยู่ตรงหน้าด้วยตนเอง เมื่อออกแบบอย่างเหมาะสม เทคโนโลยีลักษณะนี้มีศักยภาพสร้างคุณค่าพร้อมกันสามด้าน ได้แก่ การท่องเที่ยว การศึกษา และการอนุรักษ์ เพราะช่วยเพิ่มการเข้าถึงข้อมูลโดยไม่เพิ่มความเสี่ยงต่อวัตถุหรือสถานที่จริง



AR จึงไม่จำเป็นต้องสร้างสิ่งใหม่มาทับสิ่งเก่า แต่สามารถทำให้คุณค่าของสิ่งเดิมปรากฏชัดขึ้นในสายตาของผู้คนร่วมสมัย
จากการรักษาเรื่องเล่า สู่การสร้างโอกาสให้เศรษฐกิจชุมชน
ความท้าทายของชุมชนไม่ได้มีเพียงการรักษามรดกทางวัฒนธรรม แต่รวมถึงการทำให้มรดกเหล่านั้นสื่อสารกับผู้คนภายนอก สร้างการรับรู้ และต่อยอดเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจโดยไม่สูญเสียตัวตน
AI Chatbot สำหรับวิสาหกิจชุมชนศูนย์ตุ๊กตาชาววัง อำเภอบางเสด็จ จังหวัดอ่างทอง เป็นหนึ่งในตัวอย่างของการนำเทคโนโลยีมาช่วยจัดการข้อมูล ถ่ายทอดเรื่องราวของผลิตภัณฑ์ และสนับสนุนการสร้างแบรนด์ชุมชนผ่าน Digital Storytelling แทนที่ผู้สนใจจะได้รับเพียงข้อมูลว่าสินค้าคืออะไร ระบบสามารถถูกพัฒนาให้ช่วยตอบคำถาม อธิบายที่มา ถ่ายทอดกระบวนการผลิต และเชื่อมโยงผลิตภัณฑ์เข้ากับประวัติศาสตร์หรือวิถีชีวิตของพื้นที่ได้

ในบริบทนี้ AI ไม่ควรทำหน้าที่พูดแทนคนในชุมชน แต่ควรช่วยขยายศักยภาพในการสื่อสาร ทำให้เรื่องราวซึ่งเดิมอาจอยู่เฉพาะกับผู้ผลิตหรือผู้รู้ สามารถเดินทางไปถึงผู้บริโภคและนักท่องเที่ยวได้กว้างขึ้น ขณะที่ VR Tour 360° สำหรับตลาดน้ำบางพลี ถูกออกแบบเพื่อถ่ายทอดวิถีชีวิต อัตลักษณ์ และมรดกของชุมชนผ่านประสบการณ์เสมือนจริง ช่วยให้ผู้คนสามารถสำรวจพื้นที่ก่อนตัดสินใจเดินทาง หรือเข้าถึงเรื่องราวได้แม้ไม่สามารถไปยังสถานที่จริง

VR ในความหมายนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงการจำลองสถานที่ แต่เป็นเครื่องมือของการเล่าเรื่องที่อาจช่วยเพิ่มการมองเห็น สร้างความสนใจ และเชื่อมโลกออนไลน์เข้ากับการเดินทางจริง กรณี AI Chatbot, AR และ VR Tour ที่นำเสนอโดย SPU CATH สะท้อนว่า เทคโนโลยีมีคุณค่าเมื่อถูกใช้เพื่อแก้ปัญหาด้านการเข้าถึงข้อมูล การสื่อสารอัตลักษณ์ การสร้างแบรนด์ท้องถิ่น และการขยายโอกาสให้กับพื้นที่ มากกว่าการสร้างความตื่นตาตื่นใจเพียงชั่วคราว
คำถามที่เทคโนโลยียังตอบไม่ได้
แม้ AI, AR และ VR จะเปิดความเป็นไปได้ใหม่ให้การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม แต่เทคโนโลยีไม่ได้สร้างคุณค่าให้ชุมชนโดยอัตโนมัติ
คำถามแรกคือ ใครเป็นผู้เลือกเรื่องราวที่จะถูกนำเสนอ หากเนื้อหาถูกกำหนดจากคนนอกเพียงฝ่ายเดียว เรื่องราวของชุมชนอาจถูกทำให้ง่ายเกินไป ตัดบางมิติออก หรือเลือกนำเสนอเฉพาะสิ่งที่ดึงดูดตลาด จนตัวตนของพื้นที่ถูกปรับให้ตรงกับสายตาของนักท่องเที่ยวมากกว่าความจริงของเจ้าของวัฒนธรรม
คำถามต่อมาคือ ใครเป็นเจ้าของข้อมูล ภาพ เสียง และเรื่องเล่าที่ถูกนำเข้าสู่ระบบดิจิทัล เมื่อมรดกทางวัฒนธรรมถูกเปลี่ยนเป็นฐานข้อมูล คอนเทนต์ หรือประสบการณ์เสมือนจริง สิทธิในการควบคุม ใช้งาน และสร้างมูลค่าจากข้อมูลเหล่านั้นควรได้รับการกำหนดร่วมกับชุมชนอย่างชัดเจน
อีกคำถามหนึ่งคือ ใครจะเป็นผู้ดูแลระบบหลังสิ้นสุดโครงการ เทคโนโลยีต้องอาศัยการอัปเดต การบำรุงรักษา งบประมาณ และทักษะของผู้ใช้งาน หากคนในพื้นที่ไม่สามารถจัดการระบบได้ด้วยตนเอง นวัตกรรมที่น่าสนใจในวันเปิดตัวอาจกลายเป็นเพียงต้นแบบที่ไม่สามารถสร้างผลลัพธ์ระยะยาว
ความสำเร็จของ Smart Tourism จึงไม่ควรวัดเพียงจำนวนผู้สแกน QR Code จำนวนผู้เข้าชมออนไลน์ หรือยอดการมีส่วนร่วม แต่ควรพิจารณาด้วยว่า ชุมชนได้รับประโยชน์ทางเศรษฐกิจมากขึ้นหรือไม่ สามารถควบคุมการเล่าเรื่องได้เพียงใด และเทคโนโลยีช่วยเพิ่มความสามารถในการจัดการอนาคตของพื้นที่หรือไม่
Smart Tourism ไม่ได้หมายถึงการมีเทคโนโลยีมากที่สุด
อีกหนึ่งแนวคิดที่ถูกนำเสนอคือ Dark Sky Tourism ซึ่งเชื่อม IoT Light Sensors ระบบติดตามการใช้พลังงาน และ Data Analytics เข้ากับการควบคุมระดับแสง ลดมลภาวะทางแสง และวางแผนการบริหารผู้เยี่ยมชม แนวคิดนี้ทำให้เห็นภาพความ “ฉลาด” ที่แตกต่างออกไป เพราะแหล่งท่องเที่ยวอัจฉริยะไม่จำเป็นต้องเพิ่มจอ เพิ่มแสง หรือเพิ่มสิ่งกระตุ้นอยู่เสมอ บางครั้งความฉลาดคือการรู้ว่าควรลดสิ่งใดลง เพื่อให้ธรรมชาติและคุณค่าของพื้นที่เดิมปรากฏชัดขึ้น
หลักคิดเดียวกันสามารถนำมาใช้กับการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม เทคโนโลยีที่ดีไม่ควรบดบังสถานที่ ไม่ควรแย่งความสนใจจากเรื่องราวหลัก และไม่ควรทำให้ผู้มาเยือนจดจำเพียงลูกเล่นดิจิทัล แต่ลืมวัฒนธรรมที่อยู่เบื้องหลัง เป้าหมายจึงไม่ใช่การสร้างแหล่งท่องเที่ยวที่มีเทคโนโลยีหนาแน่นที่สุด แต่คือการใช้เทคโนโลยีอย่างพอดี เพื่อสร้างประสบการณ์ที่มีความหมาย พร้อมลดผลกระทบต่อพื้นที่และสิ่งแวดล้อม
มหาวิทยาลัยต้องเป็นตัวกลาง ไม่ใช่เพียงผู้สร้างต้นแบบ
บทบาทของมหาวิทยาลัยไม่ควรสิ้นสุดเมื่อพัฒนาโครงการเสร็จ ทดลองเทคโนโลยีสำเร็จ หรือนำผลงานขึ้นเวทีวิชาการ มหาวิทยาลัยสามารถทำหน้าที่เชื่อมผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์ นักพัฒนาเทคโนโลยี นักศึกษา ผู้ประกอบการ และชุมชน ให้ทุกฝ่ายร่วมออกแบบเครื่องมือจากปัญหาและความต้องการของพื้นที่จริง



ความสำเร็จจึงไม่ได้อยู่เพียงการส่งมอบนวัตกรรม แต่รวมถึงการส่งต่อองค์ความรู้ พัฒนาทักษะดิจิทัล และสร้างระบบที่ชุมชนสามารถดูแล ปรับปรุง และนำไปใช้ประโยชน์ได้ต่อไป โครงการลักษณะนี้ยังเปลี่ยนบทบาทของนักศึกษาจากผู้รับความรู้ให้เป็นผู้ร่วมแก้ปัญหา เพราะการทำงานกับ AI, AR, VR และชุมชนจริง ต้องอาศัยมากกว่าทักษะทางเทคโนโลยี
นักศึกษาต้องเข้าใจผู้ใช้ รับฟังเจ้าของพื้นที่ ศึกษาบริบททางวัฒนธรรม ออกแบบการสื่อสาร และพิจารณาผลกระทบของงานที่ตนเองสร้างขึ้น
นี่คือการเรียนรู้ที่เชื่อม Design Thinking, Digital Storytelling, Data Literacy และการทำงานร่วมกับชุมชนเข้าด้วยกัน สะท้อนแนวทาง “เรียนกับตัวจริง ประสบการณ์จริง” ของมหาวิทยาลัยศรีปทุม ในมิติที่นักศึกษาไม่ได้เพียงทดลองทำโครงการ แต่ได้เรียนรู้ว่าทุกการออกแบบมีผลต่อผู้คน เศรษฐกิจ และอัตลักษณ์ของพื้นที่
เทคโนโลยีที่ดีที่สุด อาจเป็นเทคโนโลยีที่ทำให้เราเห็นมนุษย์ชัดขึ้น
อนาคตของการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอาจไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่า ประเทศไทยจะมี AI, AR หรือ VR มากเพียงใด แต่อยู่ที่ว่าเราจะใช้เครื่องมือเหล่านี้เพื่อรักษาความหมายของพื้นที่และสร้างประโยชน์ให้เจ้าของวัฒนธรรมได้มากเพียงใด เมื่อออกแบบอย่างเข้าใจ AR สามารถช่วยให้จิตรกรรมฝาผนังกลับมาเล่าเรื่อง AI สามารถขยายการสื่อสารคุณค่าของผลิตภัณฑ์ชุมชน ขณะที่ VR สามารถพาผู้คนเข้าใกล้วิถีชีวิตของพื้นที่ก่อนการเดินทางจริงจะเริ่มต้น
แต่เทคโนโลยีเหล่านี้จะมีความหมายก็ต่อเมื่อชุมชนยังมีสิทธิในเรื่องราวของตนเอง สามารถใช้เครื่องมือได้จริง และได้รับประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น เพราะ Smart Tourism ที่แท้จริงไม่ควรทำให้วัฒนธรรมกลายเป็นดิจิทัลเพียงเพื่อให้ดูทันสมัย แต่ควรทำให้เรื่องราวที่เคยถูกมองข้ามกลับมาถูกมองเห็น และทำให้ทุกการเดินทางทิ้งคุณค่าไว้กับชุมชน มากกว่าทิ้งไว้เพียงภาพหนึ่งภาพบนหน้าจอ
#SPUCATH #SmartTourism #AITourism #AugmentedReality #VirtualReality #ImmersiveTechnology #CulturalTourism #DigitalStorytelling #SustainableTourism #เรียนกับตัวจริง #ประสบการณ์จริง #มหาวิทยาลัยศรีปทุม #SPU









