ในสถานการณ์น้ำท่วมที่เส้นทางคมนาคมถูกจำกัด การลำเลียงอาหารและสิ่งของจำเป็นไปยังผู้ประสบภัยกลายเป็นหนึ่งในความท้าทายสำคัญของงานโลจิสติกส์ เทคโนโลยีโดรนขนส่งจึงเริ่มเข้ามามีบทบาทในการสนับสนุนภารกิจดังกล่าว โดยสามารถนำสิ่งของเข้าสู่พื้นที่ที่ยานพาหนะทั่วไปเดินทางได้ยาก และช่วยลดระยะเวลาในการขนส่งระหว่างจุดปฏิบัติงานกับพื้นที่เป้าหมาย
คุณอัศวิน โรมประเสริฐ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แนคโดรนอินดัสเทรียล จำกัด ถ่ายทอดประสบการณ์การนำโดรนไปใช้ในภารกิจช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมในจังหวัดนครนายกและปราจีนบุรี ระหว่างการเสวนา Regional Supply Chain Roundtable ครั้งที่ 291 หัวข้อ “โดรนขนส่งกับอนาคตโลจิสติกส์ทางอากาศ” จัดโดยวิทยาลัยโลจิสติกส์ การบิน และสมาร์ทโมบิลิตี้ มหาวิทยาลัยศรีปทุม (SPU) เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2569
คุณอัศวินเล่าว่า ในการปฏิบัติงานช่วยเหลือผู้ประสบภัย มีหลายพื้นที่ที่เจ้าหน้าที่ไม่สามารถเดินทางเข้าไปได้สะดวก แม้จะใช้ยานพาหนะทางน้ำ เช่น เจ็ตสกี ก็ยังมีข้อจำกัดด้านปริมาณสิ่งของที่สามารถบรรทุกได้ ทีมปฏิบัติงานจึงใช้วิธีส่งเจ้าหน้าที่ส่วนหน้าเข้าไปตรวจสอบพื้นที่และค้นหาผู้ประสบภัย ก่อนใช้โดรนขนส่งอาหารเข้าสู่จุดที่ต้องการความช่วยเหลือ
จากภารกิจดังกล่าว มีการบินขนส่งในระยะทางไกลสุดประมาณ 6.3 กิโลเมตรต่อเที่ยว หรือเกือบ 13 กิโลเมตรไป–กลับ ขณะเดียวกัน ทีมงานยังมีการทดสอบบินขนส่งต่อเนื่องในระยะทาง 2.5 กิโลเมตรต่อเที่ยว จำนวน 3 รอบไป–กลับ รวมระยะทางประมาณ 15 กิโลเมตร โดยไม่เปลี่ยนแบตเตอรี่ระหว่างเที่ยวบิน ซึ่งเป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นถึงความสามารถของโดรนในการบินขนส่งระยะไกลและปฏิบัติงานต่อเนื่อง
คุณอัศวินยังยกตัวอย่างการปฏิบัติงานอีกกรณีหนึ่ง ซึ่งการเดินทางไปยังพื้นที่เป้าหมายด้วยเรือต้องใช้เวลามากกว่าหนึ่งชั่วโมง ขณะที่โดรนสามารถบินไปถึงจุดหมายในเวลาประมาณ 7–8 นาที โดยระยะเวลาที่ใช้ขึ้นอยู่กับระยะทาง ความเร็ว และเงื่อนไขการบินในแต่ละภารกิจ
อย่างไรก็ตาม การใช้โดรนขนส่งระยะไกลจำเป็นต้องมีการวางแผนการบินอย่างรอบคอบ โดยเฉพาะการบินนอกระยะสายตา หรือ Beyond Visual Line of Sight (BVLOS) ซึ่งผู้ควบคุมไม่สามารถมองเห็นตัวโดรนได้โดยตรง จึงต้องอาศัยการกำหนดพิกัดดาวเทียม เส้นทางบิน และจุดปล่อยสิ่งของจากข้อมูลของเจ้าหน้าที่ภาคสนาม รวมถึงการคำนวณพลังงานสำรองเพื่อความปลอดภัยตลอดภารกิจ
คุณอัศวินมองว่า การใช้โดรนขนส่งในประเทศไทยมีแนวโน้มเริ่มต้นจากพื้นที่ที่เข้าถึงยาก เช่น พื้นที่ภูเขาและพื้นที่ประสบภัยพิบัติ ก่อนขยายไปสู่การใช้งานในรูปแบบอื่น เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่เทคโนโลยีสามารถเข้ามาช่วยแก้ข้อจำกัดของการขนส่งแบบเดิมได้อย่างชัดเจน
การถ่ายทอดประสบการณ์ครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงการนำองค์ความรู้ด้านโลจิสติกส์และเทคโนโลยีอากาศยานไร้คนขับมาประยุกต์ใช้กับสถานการณ์จริง เปิดโอกาสให้นักศึกษาวิทยาลัยโลจิสติกส์ การบิน และสมาร์ทโมบิลิตี้ มหาวิทยาลัยศรีปทุม ได้เรียนรู้กระบวนการวางแผนขนส่ง การเลือกใช้เทคโนโลยีให้เหมาะสมกับพื้นที่ และการบริหารจัดการภารกิจภายใต้ข้อจำกัดด้านเวลาและการเข้าถึง
#มหาวิทยาลัยศรีปทุม #SPU #SmartMobility #เรียนกับตัวจริงประสบการณ์จริง #FutureSkills #ส่งเสริมผลักดัน #โอกาส #ศรีปทุม #SripatumUniversity #SPU #วิทยาลัยโลจิสติกส์การบินและสมาร์ทโมบิลิตี้








