เมื่อ AI และหุ่นยนต์ Humanoid เข้ามามีบทบาทในภาคอุตสาหกรรมมากขึ้น อนาคตของวิศวกรเครื่องกลจะเปลี่ยนไปอย่างไร? หัวหน้าสาขาวิศวกรรมเครื่องกล ม.ศรีปทุม มองความต้องการวิศวกรไม่ได้ลดลง แต่กำลังเปลี่ยนผ่านสู่งานออกแบบระบบอัจฉริยะ Robotics–EV–พลังงานสะอาด พร้อมย้ำทักษะคิดวิเคราะห์ แก้ปัญหาซับซ้อน และตัดสินใจบนหลักวิศวกรรมยังเป็นสิ่งสำคัญที่ AI ไม่สามารถทดแทนได้ทั้งหมด
ท่ามกลางความก้าวหน้าของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ (Humanoid) ที่เข้ามามีบทบาทในภาคอุตสาหกรรมมากขึ้น คำถามสำคัญที่เกิดขึ้นคือ เมื่อเครื่องจักรและระบบอัตโนมัติสามารถทำงานแทนมนุษย์ได้หลากหลายขึ้น การเรียนวิศวกรรมเครื่องกลยังมีความจำเป็นหรือไม่ และวิศวกรรุ่นใหม่จะมีบทบาทอย่างไรในโลกการทำงานที่กำลังเปลี่ยนแปลง
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เกียรติศักดิ์ สกุลพันธ์ หัวหน้าสาขาวิศวกรรมเครื่องกล คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีปทุม (SPU) ให้มุมมองว่า วิศวกรรมเครื่องกลไม่เพียงยังเป็นสาขาที่น่าเรียน แต่กลับทวีความสำคัญมากขึ้นในยุคที่ AI และระบบอัตโนมัติเข้ามามีบทบาทต่อกระบวนการผลิตและการพัฒนาเทคโนโลยี เนื่องจากแม้ระบบอัตโนมัติจะสามารถทดแทนแรงงานในงานที่มีลักษณะซ้ำซากได้ แต่ยังไม่สามารถทดแทนกระบวนการคิดเชิงระบบ การวิเคราะห์ปัญหาทางวิศวกรรม และการตัดสินใจในสถานการณ์ที่ซับซ้อนได้ทั้งหมด
บทบาทของวิศวกรเครื่องกลจึงกำลังเปลี่ยนจากการเป็นผู้ปฏิบัติงานตามแบบ หรือผู้รับผิดชอบงานซ่อมบำรุงตามรอบ ไปสู่การเป็น “ผู้ออกแบบและผู้บริหารจัดการระบบ” ที่ต้องเข้าใจความเชื่อมโยงขององค์ประกอบต่าง ๆ และสามารถบริหารจัดการเทคโนโลยีให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกัน โลกกายภาพยังคงต้องอาศัยทักษะและความชำนาญของมนุษย์ ทั้งการสร้าง การประกอบ และการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าทางวิศวกรรมที่มีความซับซ้อน ซึ่งเทคโนโลยีหรือซอฟต์แวร์ยังไม่สามารถเข้ามาจัดการได้ด้วยตัวเองทั้งหมด
AI เปรียบเสมือนสมอง แต่ต้องมีวิศวกรเครื่องกลสร้างร่างกายให้เทคโนโลยี
สำหรับข้อกังวลว่า ความก้าวหน้าของ AI และ Robotics อาจทำให้ความต้องการวิศวกรลดลงในอนาคต ผศ.ดร.เกียรติศักดิ์ อธิบายว่า ความต้องการวิศวกรไม่ได้ลดลง แต่ลักษณะงานกำลังเปลี่ยนไป โดยเฉพาะบทบาทของวิศวกรเครื่องกลในการเป็นผู้สร้าง “ร่างกาย” ให้กับเทคโนโลยีอัจฉริยะ เพราะแม้ AI จะมีความสามารถในการประมวลผลและสั่งการ แต่การทำงานในโลกกายภาพยังจำเป็นต้องมีโครงสร้างทางกล ข้อต่อ และระบบขับเคลื่อนที่ผ่านการออกแบบทางวิศวกรรม
วิศวกรเครื่องกลจึงมีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนา AI Robotics และ Humanoid ตั้งแต่การออกแบบโครงสร้างและคำนวณความแข็งแรงของวัสดุ การจัดการระบบความร้อนจากแบตเตอรี่ ไปจนถึงการออกแบบระบบขับเคลื่อนให้สามารถทำงานร่วมกับเทคโนโลยีอัจฉริยะได้อย่างเหมาะสม
นอกจากนี้ วิศวกรยังสามารถนำ AI มาเป็นเครื่องมือสนับสนุนกระบวนการออกแบบ โดยใช้ความสามารถในการประมวลผลข้อมูลเพื่อลดความซับซ้อนของงาน และช่วยค้นหาทางเลือกหรือจุดที่เหมาะสมที่สุดในการออกแบบ หรือ Optimization ทำให้กระบวนการพัฒนาระบบทางวิศวกรรมดำเนินไปได้รวดเร็วยิ่งขึ้น สะท้อนให้เห็นว่า AI ไม่ได้มีบทบาทเพียงการเข้ามาทำงานแทนมนุษย์ แต่ยังเป็นเครื่องมือที่ช่วยเพิ่มศักยภาพให้วิศวกรสามารถทำงานที่มีความซับซ้อนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
Smart Factory เปลี่ยนเส้นทางอาชีพวิศวกรเครื่องกล จากงานซ่อมบำรุงสู่ Robotics–EV–พลังงานสะอาด
เมื่อภาคอุตสาหกรรมเปลี่ยนผ่านสู่ยุค Smart Factory โอกาสทางอาชีพของวิศวกรเครื่องกลไม่ได้จำกัดอยู่เพียงงานเครื่องจักรและการซ่อมบำรุงอีกต่อไป แต่กำลังขยับไปสู่งานที่ต้องอาศัยการวิเคราะห์เชิงลึก การออกแบบระบบ และการบริหารความคุ้มค่าทางวิศวกรรม ซึ่งเป็นบทบาทที่แยกความแตกต่างระหว่างวิศวกรกับช่างเทคนิคได้อย่างชัดเจน
ผศ.ดร.เกียรติศักดิ์ อธิบายว่า ช่างเทคนิคมีความเชี่ยวชาญด้านการซ่อมบำรุงหน้างานตามคู่มือ เพื่อแก้ไขปัญหาเฉพาะจุด ขณะที่วิศวกรเครื่องกลจะมีบทบาทในการวิเคราะห์สาเหตุ วางแผน และพัฒนาระบบในภาพรวม โดยเฉพาะงานที่ต้องใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีเข้ามาสนับสนุนการตัดสินใจ
ตัวอย่างสายอาชีพที่มีความสำคัญในยุคอุตสาหกรรมอัจฉริยะ ได้แก่ ผู้เชี่ยวชาญด้านการบำรุงรักษาเชิงพยากรณ์ (Predictive Maintenance) ซึ่งนำข้อมูลจากเครื่องจักรมาวิเคราะห์หาสาเหตุและคาดการณ์ปัญหา เพื่อป้องกันความเสียหายก่อนเกิดขึ้นจริง วิศวกรผู้บูรณาการระบบ (System Integrator) ที่ทำหน้าที่เชื่อมโยงระบบและเทคโนโลยีต่าง ๆ ให้สามารถทำงานร่วมกันได้ ตลอดจนวิศวกรยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และวิศวกรด้านการจัดการพลังงานสะอาด (Clean Energy) ซึ่งมุ่งเน้นการออกแบบและบริหารจัดการระบบให้มีประสิทธิภาพและเกิดความคุ้มค่าสูงสุด
ทั้งนี้ ผศ.ดร.เกียรติศักดิ์ ยังให้ความสำคัญกับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพวิศวกรรมควบคุม หรือใบ กว. ซึ่งมีความสำคัญต่อการประกอบอาชีพวิศวกรรมในอนาคต โดยเฉพาะงานที่เกี่ยวข้องกับการออกแบบและการดำเนินงานทางวิศวกรรมในสาขาที่อยู่ภายใต้การควบคุมตามกฎหมาย
วิศวกรยุค AI ต้องเก่งกว่าใช้เครื่องมือเป็น ต้องตั้งโจทย์ วิเคราะห์ข้อมูล และตรวจสอบผลลัพธ์ได้
ในประเด็นทักษะที่วิศวกรเครื่องกลยุคใหม่จำเป็นต้องพัฒนา ผศ.ดร.เกียรติศักดิ์ มองว่า เมื่อ AI มีความสามารถในการประมวลผลข้อมูลและเสนอทางเลือกได้อย่างมีประสิทธิภาพ สิ่งที่วิศวกรต้องพัฒนาให้มากขึ้นคือความสามารถในการมองภาพรวมของระบบ และทักษะการแก้ปัญหาทางวิศวกรรมที่ซับซ้อน หรือ Complex Problem Solving
ทักษะสำคัญเริ่มต้นจากความสามารถในการตั้งโจทย์ทางวิศวกรรมให้ถูกต้อง การวิเคราะห์ข้อมูล (Data Analytics) โดยเฉพาะข้อมูลจากเซ็นเซอร์ที่ติดตั้งบนเครื่องจักร ตลอดจนการใช้โปรแกรมจำลองทางวิศวกรรม (Simulation) ด้าน Computer-Aided Engineering (CAE) และเทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อช่วยตรวจสอบความถูกต้องและความเหมาะสมของผลลัพธ์ที่ AI เสนอ
หัวหน้าสาขาวิศวกรรมเครื่องกล SPU เน้นย้ำว่า แม้ AI จะช่วยวิเคราะห์ข้อมูลและนำเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาได้ แต่การตัดสินใจขั้นสุดท้ายยังต้องอาศัยดุลยพินิจของวิศวกร โดยคำนึงถึงความปลอดภัยและความคุ้มค่าตามหลักเศรษฐศาสตร์วิศวกรรม เนื่องจากผลลัพธ์ของการออกแบบหรือการดำเนินงานไม่ได้พิจารณาเฉพาะความสามารถทางเทคโนโลยีเท่านั้น แต่ต้องประเมินความเหมาะสมในการนำไปใช้งานจริงด้วย
วิศวกรรมเครื่องกล SPU ปรับหลักสูตรรับ AI–Automation–IoT เน้น Project-Based Learning และสหกิจศึกษา
สำหรับแนวทางเตรียมความพร้อมนักศึกษาให้สามารถทำงานในยุคอุตสาหกรรมอัจฉริยะ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีปทุม ได้ปรับปรุงหลักสูตรให้สอดคล้องกับรูปแบบการทำงานยุคใหม่ โดยบูรณาการองค์ความรู้ด้านระบบอัตโนมัติ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) อินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่ง (IoT) และนวัตกรรมเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้าสู่รายวิชา เพื่อให้นักศึกษาสามารถเชื่อมโยงความรู้ทางวิศวกรรมเครื่องกลเข้ากับเทคโนโลยีที่ใช้ในภาคอุตสาหกรรม
กระบวนการเรียนรู้ให้ความสำคัญกับรูปแบบ Project-Based Learning หรือการเรียนรู้ผ่านการทำโครงงาน เพื่อฝึกให้นักศึกษาคิด วิเคราะห์ และแก้ปัญหาจากโจทย์จริง ควบคู่กับการเตรียมความพร้อมก่อนเข้าสู่ตลาดแรงงานผ่านรายวิชาบูรณาการการเรียนกับการทำงาน หรือสหกิจศึกษา ที่เปิดโอกาสให้นักศึกษาได้ลงมือปฏิบัติงานในสถานประกอบการ และนำความรู้ทางทฤษฎีมาประยุกต์ใช้ร่วมกับเครื่องมือดิจิทัลในการแก้ไขปัญหาระบบทางวิศวกรรมภายใต้สภาพแวดล้อมการทำงานจริงอย่างเหมาะสมและสร้างสรรค์
นอกจากนี้ หลักสูตรยังให้ความสำคัญกับการเชื่อมโยงโจทย์จากสถานประกอบการเข้าสู่กระบวนการเรียนรู้ โดยเฉพาะการนำปัญหาจากการทำงานจริงมาเป็นโจทย์ในการจัดทำโครงงานของนักศึกษาแผนการเรียนนอกราชการ (เสาร์–อาทิตย์) เพื่อให้นักศึกษาได้ใช้ความรู้ทางวิศวกรรมในการวิเคราะห์และหาแนวทางแก้ไขปัญหาที่สัมพันธ์กับการปฏิบัติงานในภาคอุตสาหกรรมโดยตรง
ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของโลกเทคโนโลยี มุมมองของ ผศ.ดร.เกียรติศักดิ์ สะท้อนให้เห็นว่า อนาคตของวิศวกรรมเครื่องกลไม่ได้สิ้นสุดลงเมื่อ AI และหุ่นยนต์มีความสามารถมากขึ้น หากแต่กำลังก้าวเข้าสู่บทบาทใหม่ที่ต้องทำงานร่วมกับเทคโนโลยีอย่างใกล้ชิด ทั้งในฐานะผู้ออกแบบ ผู้พัฒนาระบบ ผู้วิเคราะห์ข้อมูล และผู้ตัดสินใจทางวิศวกรรม โดยมีพื้นฐานความรู้ด้านเครื่องกล ทักษะการคิดเชิงระบบ และประสบการณ์ลงมือปฏิบัติจริง เป็นองค์ประกอบสำคัญในการเตรียมความพร้อมสู่โลกอุตสาหกรรมแห่งอนาคต
#เรียนกับตัวจริง #ประสบการณ์จริง #FutureSkills #วิศวกรรม #คณะวิศวกรรมศาสตร์ #มหาวิทยาลัยศรีปทุม #ส่งเสริมผลักดัน #โอกาส #ศรีปทุม #SripatumUniversity #SPU








