ปักธง‘วิทยาลัยการบินและคมนาคม’ นักศึกษาจบที่นี่..มีงานทำแน่นอน

ปักธง‘วิทยาลัยการบินและคมนาคม’ นักศึกษาจบที่นี่..มีงานทำแน่นอน

 

ขณะที่การผลักดันให้ไทยก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลาง (ฮับ) การบินในภูมิภาคอาเซียนยังคงเดินหน้าต่อไป แต่กลับพบว่าสนามบิน สายการบินต่างๆ ยังต้องเผชิญกับปัญหาการขาดแคลนบุคลากร ซึ่งแต่ละปีประเทศไทยต้องการบุคลากรด้านการบินจำนวนมาก โดยเฉพาะในวิชาชีพนักบินที่พบว่ามีความต้องการมากกว่า 700 คนต่อปี ขณะที่สามารถผลิตนักบินได้เพียง 500 คนต่อปี ทำให้ยังขาดแคลนอีกกว่า 200 คนต่อปี

อีกปัจจัยที่ต้องเฝ้าระวัง เพราะเป็นองค์ประกอบสำคัญของการก้าวขึ้นเป็นฮับการบิน คือ เรื่องของความปลอดภัยที่ต้องได้มาตรฐานจากองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ หรือไอซีเอโอ (ICAO) ซึ่งเป็นองค์กรที่กำกับดูแลมาตรฐานความปลอดภัยของระบบการบินในประเทศต่างๆ ดังนั้นบุคลากรที่จะเข้ามาทำหน้าที่กำกับดูแล จึงต้องมีทักษะความรู้ ความสามารถเฉพาะด้าน จุดประกายให้มหาวิทยาลัยศรีปทุม ศึกษาและพัฒนาหลักสูตรเพื่อรองรับ และก่อให้เกิดเป็นวิทยาลัยการบินและคมนาคมขึ้นเป็นแห่งแรกในประเทศไทย โดย “ฐานเศรษฐกิจ” ได้มีโอกาสสัมภาษณ์ “พล.อ.อ.พิธพร กลิ่นเฟื่อง” คณบดีวิทยาลัยการบินและคมนาคม มหาวิทยาลัยศรีปทุม ถึงแนวคิดและหลักสูตรใหม่นี้

แนวคิดและเป้าหมายในการจัดตั้งวิทยาลัย

พล.อ.อ. พิธพร เล่าให้ฟังว่า แนวคิดในการจัดตั้งวิทยาลัยการบินและคมนาคมนี้ เกิดขึ้นเพื่อเป็นการเสริมสร้างบุคลากรด้านการบินของประเทศ ซึ่งปัจจุบันก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว และกำลังประสบปัญหาขาดแคลน ทั้งนี้หากย้อนกลับไปเมื่อ 7-8 ปีก่อน ที่ประเทศไทยเปิดสนามบินสุวรรณภูมิ ทำให้เกิดความต้องการแรงงานหลายด้าน ทั้งด้านช่าง นักบิน บุคลากรการบินและภาคพื้นต่างๆ ตลอดจนด้านความปลอดภัย และยังมีแนวโน้มความต้องการที่เพิ่มขึ้นจากการขยายการให้บริการของสนามบิน แต่ที่ผ่านมากลับพบว่า ยังไม่มีสถาบันการศึกษาใดเปิดทำการเรียนการสอนเพื่อผลิตบุคลากรรองรับ มีเพียงสาขาบริหารการบิน ธุรกิจการบินเท่านั้น

ทำให้มหาวิทยาลัยมีแนวคิดในการพัฒนาหลักสูตร พร้อมจัดตั้งเป็นวิทยาลัยการบินและคมนาคม เพื่อผลิตบุคลากรด้าน Aviation Safety Management โดยเปิดทำการเรียนการสอนในสาขาวิชาการจัดการความปลอดภัยการบิน เป็นหลักสูตรแรก โดยเริ่มตั้งแต่ภาคการเรียนนี้เป็นต้นไป และในอนาคตจะพัฒนาหลักสูตรด้านการขนส่งทางราง ต่อเนื่องทันที เพื่อรองรับการขยายตัวของการคมนาคม การขนส่งทางราง ไม่ว่าจะเป็นรถไฟฟ้า รถไฟความเร็วสูง รวมถึงรถไฟรางคู่ เป็นต้น

ความโดดเด่นของหลักสูตรนี้

โดยสาระสำคัญของหลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาการจัดการความปลอดภัยการบิน นี้มุ่งเน้นการเรียนรู้เรื่อง การจัดการความปลอดภัยด้านการบิน การเกิดอุบัติเหตุและการป้องกัน แผนงานความปลอดภัยการบิน กฏระเบียบและข้อบังคับด้านการบิน มาตรฐานการบินระหว่างประเทศ อุตุนิยมวิทยาการบิน ระบบการควบคุมการจราจรทางอากาศ หลักการบินเบื้องต้น วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการบิน ระบบสารสนเทศสำหรับการจัดการทางการบิน ฯลฯ ซึ่งผู้ที่เลือกเรียนในหลักสูตรควรมีพื้นฐานจากสายวิทย์ฯ เพราะจะทำให้มีแนวคิด วิเคราะห์ และเก็บรายละเอียดได้ดีกว่า

เพราะเมื่อจบชั้นปีที่ 3 นักศึกษาสามารถที่จะเลือกเรียนว่าจะเป็น นักบิน ทั้งนักบินส่วนบุคคล (Private Pilot License: PPL) หรือ นักบินพาณิชย์ (Commercial Pilot Licence : CPL) ได้ โดยมีข้อกำหนดต้องผ่านการตรวจสุขภาพร่างกายและจิตวิทยาการบิน ไม่มีโรคติดต่อร้ายแรงหรือโรคที่เป็นอุปสรรคต่อการศึกษาเกี่ยวกับการบิน และเสียค่าใช้จ่ายในการเรียนเป็นนักบินเพิ่ม หรือหากต้องการจะศึกษาต่อจนสำเร็จชั้นปีที่ 4 ก็สามารถเลือกที่จะทำงานในด้านการจัดการท่าอากาศยาน , การส่งกำลังบำรุงหรือโลจิสติกส์ทางอากาศ หรืออื่นๆ ก็ได้เช่นกัน

ความเชื่อมั่นในบุคลากรที่สำเร็จการศึกษา

คณบดี กล่าวอีกว่า หลักสูตรด้านความปลอดภัย เปิดทำการเรียนการสอนมาแล้วในหลายประเทศ ทั้งสิงคโปร์ เวียดนาม ออสเตรเลีย รวมถึงในยุโรปและอเมริกา โดยหลักสูตรนี้ผู้เรียนจะมีค่าใช้จ่ายราว 3.2-3.4 แสนบาท ตลอดระยะเวลา 4 ปี แต่หากจะเลือกเป็นนักบิน จะต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มอีกกว่า 2 ล้านบาท อย่างไรก็ดีเพื่อให้หลักสูตรมีความเข้มแข็ง วิทยาลัยได้ร่วมกับสถาบันที่ตรวจสอบหลายแห่ง ทั้งสถาบันการบินพลเรือน, เวชศาสตร์การบินของกองทัพอากาศ, การบินไทย ฯลฯ นอกจากนี้ยังอยู่ระหว่างเจรจาร่วมเป็นพันธมิตรกับสายการบิน ท่าอากาศยาน และหน่วยงานต่างๆ ในการรองรับบุคลากรเข้าร่วมทำงานเมื่อสำเร็จการศึกษาอีกด้วย ทั้งนี้มั่นใจได้เลยว่านักศึกษาที่สำเร็จการศึกษาจากวิทยาลัยการบินและคมนาคม จะมีงานทำอย่างแน่นอน เพราะตลาดยังเปิดกว้างมาก

“เพราะเป็นหลักสูตรใหม่ การเรียนการสอนจึงต้องอาศัยพันธมิตรในวงการการบิน ทั้งอาจารย์ผู้สอน ก็ใช้บุคลากรในบริษัทที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจการบินหลายๆ แห่ง ที่ร่วมมาเป็นพันธมิตร ทำให้นักศึกษาสามารถเรียนรู้ได้จากประสบการณ์ตรงจากผู้เชี่ยวชาญ รวมทั้งการได้ศึกษาดูงานจากของจริง ซึ่งทักษะเหล่านี้บางครั้งในห้องเรียนไม่มี และต้องเกิดจากการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ รวมถึงประสบการณ์ตรงที่นักศึกษาได้สัมผัสเอง”

ด้านการสร้างแบรนด์ ขณะนี้วิทยาลัยเริ่มโฆษณาประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อต่างๆ โดยเฉพาะทางเว็บไซต์ เพื่อให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น รวมทั้งการทำกิจกรรมประชาสัมพันธ์ผ่านโครงการแนะนำในโรงเรียนมัธยมศึกษาต่างๆ เพื่อเป็นอีกทางเลือกให้กับนักเรียน ซึ่งพบว่ามีนักเรียนจำนวนมากสนใจ โดยในปีการศึกษาแรกนี้มีผู้สนใจสมัครเรียนทันทีที่เปิดจำนวน 26 คน ใกล้เคียงกับเป้าหมายที่วางไว้ ดังนั้นเชื่อว่าในอนาคตจะมีผู้สนใจเข้ามาเรียนเพิ่มมากขึ้น

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,204 วันที่ 27 – 29 ตุลาคม พ.ศ. 2559
http://thansettakij.com/2016/10/30/108513

Share:

Facebook
Twitter
Pinterest
LinkedIn

Most Popular

Categories

News

Related Posts

ศิลปศาสตร์ SPU สร้าง Thai–Japan Business Lab ดันนักศึกษา JBC ลงสนาม Startup อาหารจริงกลางกรุงเทพฯ

นักศึกษาสาขาวิชาภาษาญี่ปุ่นเพื่อการสื่อสารธุรกิจ (JBC) คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีปทุม ร่วมมือกับนักศึกษาชาวญี่ปุ่น

คณะนิเทศฯ SPU เปิดบ้านต้อนรับ ศิลปินและทีมงาน “ซานชวน” สร้างความร่วมมือการศึกษา – ภาคธุรกิจ ปั้นกำลังคนสู่อุตสาหกรรม MICRO DRAMA

คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีปทุม ให้การต้อนรับศิลปินและทีมงานด้านการผลิต MICRO DRAMA