นายสุรชัย แสงเมือง ศิษย์เก่าสาขาวิชาวิศวกรรมอุตสาหการ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีปทุม หลักสูตร IE 3 ปี สำเร็จการศึกษาเมื่อปี 2549 ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง กรรมการผู้จัดการ บริษัท โปรเฟสชั่นนอล เมททอล เวิร์ค จำกัด ผู้ให้บริการด้านการให้คำปรึกษา ออกแบบ และก่อสร้างโรงงานอุตสาหกรรม ถ่ายทอดประสบการณ์จากการเรียนที่ได้ลงมือทำจริง สู่การนำความรู้ทางวิศวกรรมไปใช้ในงาน การบริหารคน และการบริหารโครงการก่อสร้างมูลค่ากว่า 100 ล้านบาท พร้อมมองว่า คุณสมบัติสำคัญของวิศวกรรุ่นใหม่ไม่ใช่เพียง “มีความรู้” แต่ต้อง “นำความรู้ไปแก้โจทย์จริงได้”
สุรชัยเล่าว่า แม้จะจำรายละเอียดของแต่ละวิชาหรืองานปฏิบัติในช่วงเรียนไม่ได้ทั้งหมด แต่ประสบการณ์ที่ยังจำได้ชัด คือการคิดหัวข้อ Project และนำไปลงมือทำนอกห้องเรียน ซึ่งเปิดโอกาสให้ต้องคิดโจทย์ด้วยตัวเอง ก่อนนำหลักวิชาการทางวิศวกรรมที่เรียนมาเชื่อมกับสถานการณ์จริง
“การคิดหัวข้อ Project และลงมือทำจริงนอกห้องเรียน เป็นการฝึกทำงานในสถานการณ์จริงที่เราต้องคิดขึ้นมาเอง โดยอ้างอิงหลักวิชาการทางวิศวกรรมที่เรียนมาในห้อง แล้วนำออกสู่สนามความเป็นจริง”
เขามองว่า ประสบการณ์ดังกล่าวช่วยสร้างความคุ้นเคยกับการคิดและการตัดสินใจด้วยตัวเอง เมื่อเรียนจบและเข้าสู่การทำงานในฐานะพนักงานประจำจึงไม่รู้สึกตื่นกับงาน ขณะเดียวกันยังช่วยให้สามารถปรับตัวได้คล่องขึ้นเมื่อก้าวมาประกอบธุรกิจของตัวเองในเวลาต่อมา
อีกหนึ่งประสบการณ์สำคัญในช่วงเรียนที่ SPU คือการเรียนไปพร้อมกับการทำงาน ซึ่งทำให้ต้องบริหารทั้งเวลา ความรับผิดชอบ และภาระงานควบคู่กัน สุรชัยมองว่าสิ่งที่ติดตัวมาจนถึงปัจจุบันคือทักษะด้านความคิด วิสัยทัศน์ และทัศนคติในการมองลักษณะของงาน โดยเฉพาะการวิเคราะห์งานให้แม่นยำ ก่อนเลือกคนที่เหมาะสมเข้ามารับผิดชอบ
“เมื่อวิเคราะห์ลักษณะของงานได้อย่างแม่นยำ เราก็จะเลือกใช้คนให้เหมาะกับงาน เมื่อใช้คนให้เหมาะกับงาน ประสิทธิภาพและคุณภาพของงานที่ได้ก็จะสมบูรณ์มากขึ้น”
หลังสำเร็จการศึกษา สุรชัยเริ่มต้นเส้นทางการทำงานในตำแหน่งวิศวกรขายโครงการ โดยนำพื้นฐานจากวิศวกรรมอุตสาหการมาใช้กับการมองภาพรวมของงาน การศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ และการวิเคราะห์การลงทุนของผู้ลงทุน ซึ่งเขามองว่าเป็นส่วนสำคัญต่อการขายงานโครงการ
หากสามารถวิเคราะห์การลงทุนของลูกค้าได้แม่นยำ ก็จะเข้าใจความต้องการและความเป็นไปได้ของโครงการมากขึ้น และมีโอกาสปิดงานได้มากกว่าการขายที่ขาดการวิเคราะห์ ขณะเดียวกันยังได้นำเครื่องมือด้านการวิเคราะห์ปัญหา เช่น Ishikawa Diagram หรือแผนภูมิก้างปลา มาใช้เพื่อช่วยวิเคราะห์หาสาเหตุของปัญหาในโครงการอย่างเป็นระบบ
เมื่อเส้นทางการทำงานเติบโตขึ้น ความรับผิดชอบก็ขยายไปสู่การบริหารโครงการขนาดใหญ่ หนึ่งในประสบการณ์สำคัญคือการบริหารงานก่อสร้างโยธาแบบครบวงจร มูลค่ากว่า 100 ล้านบาท ซึ่งต้องอาศัยการวางแผน การตัดสินใจ และการทำงานร่วมกับผู้เชี่ยวชาญหลายด้าน
สุรชัยระบุว่า หลักสำคัญที่ยังใช้ในการบริหารโครงการคือ “การเลือกใช้คนให้เหมาะกับงาน” และการยอมรับว่าผู้บริหารไม่จำเป็นต้องรู้มากกว่าทุกคน แต่ควรเปิดรับผู้ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านเข้ามาร่วมทีม โดยคุณสมบัติสำคัญในการคัดเลือกคน นอกจากความรู้ความสามารถแล้ว ยังต้องมีความซื่อสัตย์ ความรับผิดชอบ และมีความรู้จริงในสายงานนั้น
แนวคิดดังกล่าวถูกนำมาใช้ต่อเนื่องเมื่อสุรชัยตัดสินใจก้าวจากพนักงานประจำสู่การเป็นเจ้าของกิจการ โดยมองว่า การบริหารธุรกิจไม่ควรมีผู้บริหารเป็นศูนย์กลางของทุกเรื่อง แต่ต้องเปิดโอกาสให้พนักงานได้แสดงศักยภาพ และทำให้ทุกคนรู้สึกว่าเป็นส่วนหนึ่งของทีม
“ผมไม่เอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง ให้โอกาส ให้เวทีกับพนักงาน และร่วมทำงานกับทีม ทำให้ทีมรู้สึกว่าไม่ได้ทำงานกับเจ้านายหรือนายจ้าง แต่ผมเป็นเหมือนผู้เล่นหนึ่งคนในทีมด้วย”
เขาอธิบายว่า เมื่อความรู้สึกระหว่างหัวหน้ากับทีมลดช่องว่างลง พนักงานจะกล้าสื่อสารปัญหาที่เกิดขึ้นจริงมากขึ้น การปกปิดปัญหาระหว่างการทำงานก็ลดลง เมื่อผู้บริหารได้รับข้อมูลที่ตรงกับสถานการณ์จริง จึงสามารถเข้าไปแก้ปัญหาได้ตรงจุดและทันเวลา ส่งผลต่อทั้งประสิทธิภาพ คุณภาพงาน และความเชื่อมั่นของลูกค้า
ในมุมของความเป็นวิศวกรอุตสาหการ สุรชัยมองว่าอีกหนึ่งข้อได้เปรียบคือการได้เรียนรู้ภาพรวมและองค์ความรู้ที่เกี่ยวข้องกับวิศวกรรมหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นโยธา ไฟฟ้า หรือเครื่องกล ซึ่งเมื่อเข้าสู่โลกการทำงานจริง ความรู้เหล่านี้จำเป็นต่อการทำงานร่วมกันอย่างมาก เพราะการก่อสร้างอาคารหรือโรงงานหนึ่งแห่งต้องอาศัยวิศวกรจากหลายสาขามาทำงานร่วมกัน
ประสบการณ์จากการทำโครงการกับองค์กรขนาดใหญ่ทั้งในประเทศและต่างประเทศยังทำให้สุรชัยเห็นชัดว่า “งานจริง” แตกต่างจากสิ่งที่อยู่ในตำรา เพราะปัญหาหนึ่งปัญหาไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยคนเพียงคนเดียว แต่ต้องอาศัยทีมงานจากหลายสาขา หลายสายอาชีพ และหลากหลายช่วงวัย โดยทุกคนต้องทำงานภายใต้นโยบายขององค์กร รวมถึงกฎหมายและข้อกำหนดของประเทศที่เกี่ยวข้อง
ที่สำคัญ ทุกการตัดสินใจในโลกการทำงานมีผลตามมา ทั้งในด้านตัวเงิน ความรับผิดชอบ และความน่าเชื่อถือของบุคคลและองค์กร
“งานจริงเมื่อผิดพลาดหรือทำสำเร็จ จะมีผลตามมาทั้งความผิดและความชอบในรูปแบบของจำนวนเงินและความน่าเชื่อถือของตัวบุคคลและองค์กร ไม่สามารถสอบซ่อมได้เหมือนสอบตกแล้วสอบใหม่”
ด้วยเหตุนี้ เขาจึงมองว่า นักศึกษาวิศวกรรมควรใช้โอกาสจากการฝึกงาน การทำ Project หรือการออกไปสัมผัสสถานที่ทำงานจริงให้เต็มที่ เพราะเป็นพื้นที่สำคัญที่ช่วยให้เห็นความแตกต่างระหว่างโจทย์ในห้องเรียนกับโลกการทำงาน ก่อนต้องออกไปรับผิดชอบงานจริงหลังสำเร็จการศึกษา
ในฐานะผู้บริหารและนายจ้าง สุรชัยย้ำว่า คุณสมบัติที่มองหาในวิศวกรรุ่นใหม่มากที่สุด คือความสามารถในการ “นำความรู้ไปแก้โจทย์จริงได้” เพราะการมีความรู้อย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ หากไม่กล้านำความรู้ที่มีออกมาใช้กับสถานการณ์จริง
จากประสบการณ์ตั้งแต่การเป็นนักศึกษา การทำงานประจำ การเป็นวิศวกรขายโครงการ จนก้าวมาเป็นเจ้าของกิจการ สุรชัยฝากถึงนักศึกษาวิศวกรรมศาสตร์ SPU รุ่นปัจจุบันว่า หากตั้งใจจะทำสิ่งใด ควรลงมือทำให้จริง และไม่หาข้ออ้างที่จะไม่ทำ เพราะโลกการทำงานมีปัญหาเกิดขึ้นทุกวัน และปัญหาที่เกิดขึ้นก็ไม่จำเป็นต้องเป็นปัญหาเดิมที่เคยพบมาก่อน
“อยากให้น้องๆ พร้อมรับการเปลี่ยนแปลง ใฝ่รู้และแบ่งปันความรู้ สร้างสรรค์นวัตกรรม มีคุณธรรมและความซื่อสัตย์ มุ่งมั่นเพื่อความสำเร็จของงาน และสุดท้ายต้องตอบแทนคุณแผ่นดิน”
เส้นทางของ สุรชัย แสงเมือง จากการคิดและลงมือทำ Project นอกห้องเรียน สู่การนำหลักวิศวกรรมไปใช้กับงานขาย การวิเคราะห์การลงทุน การบริหารทีม และโครงการก่อสร้างมูลค่ากว่า 100 ล้านบาท จึงสะท้อนอีกหนึ่งภาพของการเรียนรู้ที่ไม่ได้หยุดอยู่เพียงการเข้าใจทฤษฎี แต่คือการฝึกคิด ตัดสินใจ ทำงานร่วมกับผู้อื่น และนำความรู้ไปใช้กับโจทย์ที่เกิดขึ้นจริงในโลกการทำงาน









