รางวัลอาจเป็นหนึ่งในเครื่องยืนยันความสำเร็จ แต่สำหรับ สมชาย ตอล ศิษย์เก่าสาขาวิชาวิศวกรรมโยธา คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีปทุม (SPU) สิ่งที่มีค่ากว่ารางวัล คือการได้เรียนรู้ตั้งแต่ยังเป็นนักศึกษาว่า ความรู้ทางวิศวกรรมจะมีความหมายมากขึ้นเมื่อสามารถนำไปใช้แก้ปัญหาที่เกิดขึ้นจริงได้
จาก Project ด้าน Building Information Modeling (BIM) ในรั้ว SPU ที่เปิดโอกาสให้ได้คิด ทดลอง และพัฒนาวิธีแก้ปัญหาในงานก่อสร้าง สู่การคว้า 2 รางวัลชนะเลิศจากผลงานด้าน BIM และวันนี้ก้าวเข้าสู่โลกการทำงานในตำแหน่ง วิศวกรโยธา แผนก Virtual Design and Construction (VDC) บริษัท Syntec Construction PCL รับผิดชอบการดูแลและพัฒนาเครื่องมือที่ช่วยให้การบริหารจัดการ BIM สะดวกขึ้น รวมถึงการนำเครื่องมือดิจิทัลมาช่วยให้กระบวนการทำงานก่อสร้างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
สมชายเล่าว่า หากพูดถึงประสบการณ์ที่ทำให้รู้สึกว่าได้ “ลงมือทำจริง” มากที่สุดในช่วงเรียนวิศวกรรมศาสตร์ SPU สิ่งแรกที่นึกถึงคือ Project ด้าน BIM เพราะไม่ได้เรียนเพียงการใช้โปรแกรมหรือสร้างโมเดลสามมิติ แต่ได้ทดลองนำความรู้จากห้องเรียนมาผสานกับเทคโนโลยี เพื่อหาวิธีแก้ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับงานก่อสร้าง
ช่วงเวลานั้น เขาได้รับโอกาสและการสนับสนุนจาก ผศ.ดร. ไพจิตร ผาวัน คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ และ ผศ.ดร. วริสรา เลิศไพฑูรย์พันธ์ รองคณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ ที่เปิดพื้นที่ให้นักศึกษาได้ลองทำสิ่งใหม่ๆ นอกเหนือจากเนื้อหาในห้องเรียน ทั้งการทำ Project การพัฒนาผลงาน และการนำความรู้ไปทดลองใช้กับโจทย์ที่ใกล้เคียงกับการทำงานจริง จนทำให้ได้ค้นพบสิ่งที่ตัวเองสนใจและต่อยอดการพัฒนาตัวเองมากขึ้น
ความท้าทายในเวลานั้นไม่ได้อยู่ที่การเรียนรู้โปรแกรมเพียงอย่างเดียว แต่คือการตั้งคำถามว่า จะนำเทคโนโลยีที่มีอยู่มาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้งานก่อสร้างได้อย่างไร นักศึกษาจึงต้องเริ่มตั้งแต่ศึกษาปัญหา วิเคราะห์สาเหตุ วางแผน ออกแบบวิธีแก้ ทดลองทำ และนำผลลัพธ์กลับมาปรับปรุงอีกครั้ง กระบวนการเหล่านี้ทำให้สมชายมองว่า การเป็นวิศวกรไม่ใช่เพียงการมีความรู้ แต่ต้องสามารถนำความรู้นั้นไปใช้แก้ปัญหาได้จริง ซึ่งกลายเป็นแนวคิดที่เขายังคงใช้ในการทำงานมาจนถึงวันนี้
การทำ Project BIM ยังฝึกให้เขาคิดอย่างเป็นระบบ วิเคราะห์ปัญหา และหาวิธีแก้ด้วยเหตุผล เพราะ BIM ไม่ได้มีเพียงการสร้างโมเดลสามมิติ แต่ต้องอาศัยความเข้าใจหลักวิศวกรรม การอ่านและตีความแบบก่อสร้าง ความเข้าใจลำดับขั้นตอนการทำงาน ตลอดจนการมองเห็นความเชื่อมโยงของงานแต่ละส่วนภายในโครงการ
อีกหนึ่งบทเรียนสำคัญคือการไม่รีบแก้ปัญหาก่อนเข้าใจต้นเหตุ เพราะสิ่งที่มองเห็นว่าเป็นปัญหาในครั้งแรก บางครั้งอาจเป็นเพียงผลที่เกิดจากสาเหตุอื่น การทำ Project จึงช่วยฝึกให้มองโจทย์จากหลายมุม วิเคราะห์ข้อจำกัด และเลือกใช้เทคโนโลยีให้เหมาะกับสิ่งที่ต้องแก้ ไม่ใช่เลือกใช้เพียงเพราะเป็นเทคโนโลยีใหม่
ขณะเดียวกัน เขายังได้ฝึกการสื่อสารและการทำงานร่วมกับผู้อื่น เพราะงานก่อสร้างเกี่ยวข้องกับคนหลายฝ่ายที่มีพื้นฐานและมุมมองแตกต่างกัน ความรู้ด้านเทคนิคเพียงอย่างเดียวจึงไม่เพียงพอ แต่ต้องสามารถอธิบายแนวคิด รับฟังความคิดเห็น และถ่ายทอดเรื่องซับซ้อนให้ผู้อื่นเข้าใจได้
สมชายจึงมองว่า วิศวกรที่ดีไม่จำเป็นต้องเป็นคนใช้โปรแกรมเก่งที่สุด แต่ควรเข้าใจปัญหา คิดอย่างเป็นระบบ และรู้ว่าจะเลือกใช้ความรู้หรือเทคโนโลยีอย่างไรให้เหมาะสม ซึ่งเป็นพื้นฐานที่เขานำมาต่อยอดกับงาน VDC ในปัจจุบัน
หนึ่งในจุดเริ่มต้นของผลงาน BIM ที่เขาพัฒนาขึ้น มาจากการมองเห็นปัญหาด้านการจัดการข้อมูลในงานก่อสร้าง ทั้งแบบก่อสร้าง ข้อมูลจากหน้างาน และแผนงาน ที่มักกระจายอยู่หลายจุดและไม่เชื่อมโยงกัน ทำให้การค้นหา ตรวจสอบ และประสานงานต้องใช้เวลามาก สมชายจึงสนใจนำ BIM เข้ามาช่วยเชื่อมโยงและจัดการข้อมูล เพื่อให้ผู้ใช้งานเข้าถึงข้อมูลได้ง่ายขึ้น ลดขั้นตอนที่ซ้ำซ้อน และช่วยให้การตัดสินใจรวดเร็วขึ้น
จากประสบการณ์ดังกล่าว ทำให้เขาได้ข้อคิดว่า “นวัตกรรมที่ดีไม่จำเป็นต้องซับซ้อน แต่ต้องเริ่มจากการเข้าใจปัญหา และเอาไปแก้ปัญหาในงานจริงได้”
การลงมือทำไม่ได้หยุดอยู่เพียงในห้องเรียน เมื่อผลงานถูกนำไปต่อยอดสู่เวทีการแข่งขัน ประสบการณ์ก็เข้มข้นขึ้น เพราะนอกจากต้องพัฒนาผลงานให้เสร็จแล้ว ยังต้องสามารถนำเสนอแนวคิด ตอบคำถามจากกรรมการผู้เชี่ยวชาญ และอธิบายให้เห็นอย่างชัดเจนว่าผลงานสามารถแก้ปัญหาและนำไปใช้งานจริงได้อย่างไร
สมชายเคยนำผลงานด้าน BIM เข้าแข่งขันในงาน ENGINEERING EXPO 2024 และได้รับ รางวัลชนะเลิศ จากผลงาน “Construction Cost Estimation Using BIM” พร้อมเงินรางวัล 40,000 บาท รวมถึงอีกหนึ่งรางวัลชนะเลิศจากผลงาน “Semi-Automated BIM System based Point-Cloud for Conservation Building”
แต่สิ่งที่เขามองว่ามีค่ามากกว่ารางวัล คือการได้ฝึกทำงานเป็นทีม แก้ปัญหาภายใต้ข้อจำกัด และรับฟังความคิดเห็นจากผู้เชี่ยวชาญเพื่อนำกลับมาพัฒนาผลงานให้ดีขึ้น จนทำให้เข้าใจว่า ความสำเร็จไม่ได้วัดจากรางวัลเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการเรียนรู้ การลงมือทำ และการพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่อง
เมื่อก้าวเข้าสู่การทำงานจริงที่ Syntec Construction ทักษะหลายอย่างจากช่วงเรียนสามารถนำมาใช้ได้ทันที โดยเฉพาะการคิดวิเคราะห์ การแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ และการประยุกต์ใช้ BIM กับงานวิศวกรรม เนื่องจาก Project ที่เคยทำไม่ได้หยุดอยู่เพียงการสร้างโมเดลสามมิติ แต่ครอบคลุมถึงการจัดการข้อมูลและการพัฒนาเครื่องมือเพื่อแก้ปัญหาในงานก่อสร้างด้วย
วันนี้ แนวคิดเหล่านั้นถูกนำมาต่อยอดในแผนก VDC ผ่านการพัฒนาเครื่องมือดิจิทัลที่ช่วยจัดการข้อมูล BIM ลดขั้นตอนการทำงานที่ซ้ำซ้อน และช่วยให้ผู้ใช้งานทำงานได้สะดวกขึ้น
หลายครั้ง งานจริงยังพาเขากลับไปนึกถึงช่วงทำ Project ที่ SPU โดยเฉพาะเมื่อเจอปัญหาที่ไม่มีคำตอบสำเร็จรูป เช่น การพัฒนาเครื่องมือดิจิทัลสำหรับงานก่อสร้าง ซึ่งบางครั้งวิธีที่วางไว้ไม่สามารถใช้ได้ตามที่คาด สิ่งที่ต้องทำคือกลับไปหาสาเหตุ ทดลองแนวทางใหม่ และปรับให้เหมาะกับการใช้งานจริง
กระบวนการเหล่านี้ไม่ต่างจากสิ่งที่เคยฝึกมาตั้งแต่ช่วงเรียน ทั้งการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า การค้นคว้าหาความรู้ด้วยตัวเอง และการทำงานภายใต้ข้อจำกัด ทำให้เขามองว่า สิ่งสำคัญที่มหาวิทยาลัยมอบให้ อาจไม่ใช่ “คำตอบของทุกปัญหา” แต่คือการฝึกให้รู้จักคิด วิเคราะห์ และหาวิธีแก้ปัญหาด้วยตัวเอง
จากประสบการณ์ทั้งในมหาวิทยาลัยและโลกการทำงาน สมชายยังมองว่า BIM กำลังเปลี่ยนวิธีทำงานของวิศวกร จากเดิมที่เน้นแบบก่อสร้างสองมิติ ไปสู่การทำงานที่เชื่อมโยงข้อมูลของโครงการเข้าด้วยกันมากขึ้น เพราะ BIM ไม่ใช่เพียงโมเดลสามมิติ แต่เป็นกระบวนการจัดการข้อมูลที่สามารถสนับสนุนทั้งงานออกแบบ การวางแผน การประสานงาน และการตัดสินใจในโครงการก่อสร้าง
สำหรับวิศวกรรุ่นใหม่ เขามองว่าอย่างน้อยควรเข้าใจพื้นฐานของ BIM สามารถอ่านและตรวจสอบข้อมูลจากโมเดล รวมถึงรู้ว่าจะนำข้อมูลไปใช้กับงานที่รับผิดชอบอย่างไร โดยไม่จำเป็นต้องใช้โปรแกรมในระดับสูงทุกคน สิ่งสำคัญกว่าคือ อย่าเรียน BIM เพียงเพื่อให้ “ใช้โปรแกรมเป็น” แต่ควรรู้ว่า BIM สามารถนำไปแก้ปัญหาอะไรได้บ้าง เพราะแม้เทคโนโลยีจะเปลี่ยนไปตลอดเวลา แต่ทักษะการคิดวิเคราะห์ ความเข้าใจกระบวนการทำงาน และการเลือกใช้เทคโนโลยีให้เหมาะกับโจทย์ จะยังคงเป็นพื้นฐานสำคัญของวิศวกร
สมชายมองด้วยว่า การเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้ทำ Project เข้าแข่งขัน หรือทดลองแก้โจทย์ที่ใกล้เคียงกับภาคอุตสาหกรรมตั้งแต่ยังเรียนมีความสำคัญอย่างมาก เพราะแม้การเรียนในห้องจะช่วยสร้างพื้นฐานทางวิศวกรรม แต่การลงมือทำจะช่วยให้นักศึกษาเข้าใจว่า จะนำความรู้เหล่านั้นไปใช้กับโจทย์ใกล้เคียงงานจริงอย่างไร
ประสบการณ์จาก Project และการแข่งขันด้าน BIM ทำให้เขาได้ฝึกทั้งการวิเคราะห์ การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า การทำงานร่วมกับผู้อื่น และการรับมือกับข้อจำกัด ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่สามารถเรียนรู้ได้จากทฤษฎีเพียงอย่างเดียว ทั้งยังช่วยลดช่องว่างระหว่างการเรียนกับการทำงานจริง เพิ่มความมั่นใจ กล้าคิด กล้าลอง และพร้อมเรียนรู้สิ่งใหม่เมื่อก้าวเข้าสู่โลกการทำงาน
สำหรับรุ่นน้องวิศวกรรมศาสตร์ SPU สมชายฝากว่า อยากให้ใช้โอกาสในช่วงมหาวิทยาลัยให้คุ้ม ไม่ว่าจะเป็น Project การแข่งขัน การฝึกงาน หรือกิจกรรมต่างๆ ที่เปิดโอกาสให้ได้ลงมือทำจริง เพราะประสบการณ์เหล่านี้สามารถนำไปต่อยอดในการทำงานได้ในอนาคต พร้อมย้ำว่าไม่จำเป็นต้องรอให้ตัวเองเก่งหรือพร้อมทุกอย่างก่อนจึงค่อยเริ่ม เพราะทักษะและประสบการณ์สำคัญจำนวนมากเกิดขึ้นจากการลงมือทำ การลองผิดลองถูก และการแก้ปัญหาด้วยตัวเอง
“อย่าเรียนเพียงเพื่อให้สอบผ่าน แต่ให้เรียนเพื่อเอาความรู้ไปสร้างประโยชน์และแก้ปัญหาได้จริง”
จาก Project BIM ในห้องเรียน สู่ 2 รางวัลชนะเลิศบนเวทีแข่งขัน และต่อยอดสู่การทำงานด้าน VDC ในอุตสาหกรรมก่อสร้าง เส้นทางของ สมชาย ตอล จึงสะท้อนให้เห็นว่า “การลงมือทำจริง” ไม่ได้สร้างเพียงผลงานระหว่างเรียน แต่ยังสร้างวิธีคิด ทักษะการแก้ปัญหา และความพร้อมที่สามารถนำติดตัวไปใช้ได้ทันทีเมื่อเข้าสู่สนามวิศวกรรมจริง









