เมื่อโลกการทำงานของวิศวกรกำลังเปลี่ยนจากแรงขับของ AI, Data และ Automation ความรู้ด้านการคำนวณ ออกแบบ และควบคุมระบบเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพออีกต่อไป ภาคอุตสาหกรรมกำลังมองหาวิศวกรที่คิดวิเคราะห์เป็น เข้าใจระบบ เชื่อมเทคโนโลยีกับโจทย์ธุรกิจ และสามารถเปลี่ยนความรู้ทางวิศวกรรมให้เกิดผลลัพธ์ได้จริง
คำถามสำคัญสำหรับนักเรียนและผู้ปกครองที่กำลังตัดสินใจเลือกเรียนวิศวกรรมศาสตร์ในวันนี้ จึงไม่ใช่เพียงว่า “เรียนจบแล้วจะมีงานทำหรือไม่” แต่รวมถึงว่าในอีก 3–4 ปีข้างหน้า องค์กรจะต้องการวิศวกรแบบไหน AI จะเข้ามาเปลี่ยนงานส่วนใด และคนที่กำลังเรียนวิศวกรรมวันนี้ควรเตรียมตัวอย่างไรให้พร้อมกับโลกการทำงานที่เปลี่ยนเร็วขึ้น
ชวนฟังมุมมองจาก ผศ.ดร.เด่นชัย วรเดชจำเริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทีไออี สมาร์ท โซลูชั่น จำกัด ในฐานะผู้ประกอบการและผู้ทำงานใกล้ชิดกับภาคอุตสาหกรรม ถึงภาพของวิศวกรที่องค์กรกำลังมองหา ช่องว่างของวิศวกรรุ่นใหม่ และทักษะที่ควรเร่งพัฒนาก่อนก้าวเข้าสู่ตลาดงานจริง

ในมุมของผู้ประกอบการและภาคอุตสาหกรรม วันนี้องค์กรต้องการ “วิศวกรแบบไหน” มากที่สุด และแตกต่างจากวิศวกรเมื่อ 5–10 ปีก่อนอย่างไร
ผศ.ดร.เด่นชัย: เมื่อ 5–10 ปีก่อน องค์กรมักมองหาวิศวกรที่มีพื้นฐานวิชาชีพแน่น สามารถคำนวณ ออกแบบ ใช้มาตรฐาน และควบคุมงานได้ดี แต่วันนี้ความสามารถเหล่านั้นเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ เพราะภาคอุตสาหกรรมต้องการ “วิศวกรที่เข้าใจระบบ คิดวิเคราะห์เป็น ใช้ข้อมูลเป็น และสามารถนำเทคโนโลยีมาสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจได้จริง” ยกตัวอย่างงาน Smart Building หรือโรงงานอุตสาหกรรม ปัจจุบันวิศวกรไม่ได้ดูเพียงเครื่องจักรหรือระบบไฟฟ้าระบบใดระบบหนึ่ง แต่ต้องเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่าง Sensor, IoT, Automation, Energy, Data และ AI ไปจนถึงต้นทุนและผลกระทบต่อธุรกิจ
ผมจึงมองว่าวิศวกรยุคใหม่ควรมีองค์ประกอบสำคัญ 4 ด้านอยู่ในคนเดียว คือ Engineering Foundation + Digital & AI + System Thinking + Business Understanding หรือมีพื้นฐานวิศวกรรมที่แข็งแรง เข้าใจดิจิทัลและ AI คิดเชิงระบบ และเข้าใจธุรกิจ คนที่เชื่อมทั้ง 4 ด้านนี้เข้าด้วยกันได้จะมีคุณค่าต่อองค์กรมาก เพราะไม่ได้เพียงรับโจทย์ไปทำ แต่สามารถช่วยองค์กร “นิยามปัญหาและสร้างทางออก” ได้ด้วย ดังนั้น วิศวกรในอนาคตจึงไม่จำเป็นต้องเป็นคนที่รู้ทุกอย่าง แต่ต้องเป็นคนที่เรียนรู้เร็ว เชื่อมโยงหลายศาสตร์ และสามารถเปลี่ยนความรู้ให้เป็นผลลัพธ์ได้จริง
จากประสบการณ์ที่ได้ทำงานกับวิศวกรรุ่นใหม่ อะไรคือทักษะหรือคุณสมบัติที่ภาคอุตสาหกรรมมองว่ายังเป็น “ช่องว่าง” และควรเร่งพัฒนา
ผศ.ดร.เด่นชัย: ช่องว่างที่ผมเห็นบ่อยไม่ใช่เรื่องเด็กไม่เก่ง แต่คือความรู้ที่เรียนมากับการแก้ปัญหาจริงยังเชื่อมกันไม่สนิท นักศึกษาหลายคนคำนวณได้ ใช้โปรแกรมได้ แต่เมื่อเจอระบบจริงกลับยังไม่มั่นใจว่าจะเริ่มต้นวิเคราะห์จากตรงไหน เช่น ข้อมูลผิดหรือไม่ ปัญหาเกิดจากอุปกรณ์ ระบบควบคุม ผู้ใช้งาน หรือเกิดจากการออกแบบระบบเดิม ซึ่งตรงนี้ต้องอาศัยประสบการณ์จากโจทย์จริง
อีกเรื่องที่สำคัญคือ Data Literacy และ Communication วิศวกรต้องสามารถอ่านข้อมูล วิเคราะห์แนวโน้ม อธิบายข้อค้นพบ และสื่อสารกับคนที่ไม่ใช่วิศวกรได้ เพราะในองค์กรจริงต้องทำงานร่วมกับทั้งฝ่ายการเงิน ฝ่ายบริหาร IT ผู้รับเหมา ลูกค้า และคู่ค้า ขณะเดียวกัน สิ่งที่สำคัญมากคือ Ownership เมื่อได้รับโจทย์แล้ว ไม่ควรรอคำสั่งทุกขั้น แต่ต้องสามารถค้นข้อมูล ตั้งสมมติฐาน ทดลอง ตรวจสอบ และเสนอทางเลือกได้เอง ผมจึงอยากเห็นนักศึกษาเปลี่ยนจากคำถามว่า “อาจารย์ครับ ต้องทำอย่างไร” ไปเป็น “ผมวิเคราะห์มา 3 ทางเลือก และคิดว่าทางนี้เหมาะที่สุด เพราะมีเหตุผลเหล่านี้ครับ” เพราะนี่คือความแตกต่างระหว่างคนที่ “ทำงานได้” กับคนที่ “พร้อมเติบโตเป็นวิศวกรระดับมืออาชีพ”

เมื่อ AI, Automation และเทคโนโลยีใหม่เข้ามาเปลี่ยนกระบวนการทำงานมากขึ้น งานของวิศวกรส่วนไหนจะเปลี่ยน และวิศวกรควรพัฒนาตัวเองอย่างไรเพื่อไม่ให้ทักษะที่มีล้าสมัย
ผศ.ดร.เด่นชัย: AI จะเข้ามาช่วยงานที่เป็นงานซ้ำ งานค้นข้อมูล การเขียนรายงาน การเขียน Code เบื้องต้น การวิเคราะห์ข้อมูลบางประเภท รวมถึงช่วยออกแบบและจำลองระบบได้เร็วขึ้น เพราะฉะนั้น มูลค่าของวิศวกรในอนาคตจะไม่ได้อยู่ที่ว่า “ใครทำสิ่งเดิมได้เร็วที่สุด” แต่อยู่ที่ว่า “ใครตั้งโจทย์ได้ถูก ตรวจสอบผลได้ และตัดสินใจบนความเข้าใจทางวิศวกรรมได้”
ในงานจริง AI อาจเสนอว่าเครื่องจักรตัวหนึ่งทำงานผิดปกติ แต่สุดท้ายยังต้องมีวิศวกรที่เข้าใจ Physics ของระบบ ตรวจสอบ Sensor วิเคราะห์สาเหตุ และตัดสินใจว่าควรปรับอะไรโดยไม่สร้างความเสี่ยงให้กับระบบทั้งหมด ผมจึงไม่อยากให้นักศึกษากลัว AI แต่ให้มองว่า AI ไม่ได้มาแทนวิศวกร แต่จะทำให้วิศวกรที่ใช้ AI เป็น มีความสามารถมากกว่าวิศวกรที่ไม่ใช้ สิ่งที่ต้องพัฒนาให้มากขึ้นจึงประกอบด้วย Engineering Fundamentals, Data, AI Tools, Coding เบื้องต้น, System Integration และที่สำคัญที่สุดคือ Critical Thinking เพราะในยุคที่ AI สามารถสร้างคำตอบได้ง่าย ความสามารถในการตรวจสอบว่า “คำตอบนั้นถูกหรือไม่” จะยิ่งมีคุณค่า
นอกจากความรู้ทางวิศวกรรมแล้ว ภาคอุตสาหกรรมให้ความสำคัญกับทักษะด้านธุรกิจ การบริหารโครงการ การสื่อสาร หรือการเข้าใจลูกค้ามากขึ้นหรือไม่ และเพราะเหตุใด
ผศ.ดร.เด่นชัย: มากขึ้นอย่างชัดเจน เพราะสุดท้ายโครงการวิศวกรรมทุกโครงการต้องตอบคำถามว่า ลงทุนเท่าไร ได้อะไรกลับมา มีความเสี่ยงอย่างไร และคุ้มค่าหรือไม่ สมมติวิศวกรเสนอระบบประหยัดพลังงาน หากพูดเพียงว่า “ระบบนี้มี Efficiency สูงขึ้น” ผู้บริหารอาจยังตัดสินใจไม่ได้ แต่ถ้าวิศวกรสามารถอธิบายต่อได้ว่า ลงทุนเท่าไร ลดค่าใช้จ่ายได้เท่าไร Payback กี่ปี ลด Downtime อย่างไร และมีผลต่อ ESG หรือ Carbon อย่างไร ข้อเสนอนั้นจะมีพลังมากขึ้นทันที
ดังนั้น วิศวกรยุคใหม่ควรเข้าใจอย่างน้อยเรื่อง Project Management, Cost, ROI, Risk, Customer Requirement และการนำเสนอ ผมมักบอกนักศึกษาว่า งานวิศวกรรมที่ดีที่สุดไม่ใช่เพียงระบบที่ออกแบบได้ดีที่สุด แต่ต้องเป็นระบบที่ลูกค้าเข้าใจ เชื่อมั่น ใช้งานได้จริง และสร้างคุณค่าได้จริง นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมวิศวกรที่สื่อสารได้ดีและเข้าใจธุรกิจ จึงมีโอกาสเติบโตไปสู่บทบาท Project Manager, Consultant, Business Development, Technology Leader หรือแม้แต่ผู้ประกอบการ

หากวันนี้มีนักศึกษาวิศวกรรมที่กำลังเรียนและจะเข้าสู่ตลาดงานในอีก 3–4 ปีข้างหน้า อยากแนะนำให้เขาเตรียมตัวหรือสะสมประสบการณ์อะไรตั้งแต่ตอนนี้ เพื่อให้เป็นวิศวกรที่องค์กรต้องการ
ผศ.ดร.เด่นชัย: ผมอยากให้นักศึกษาอย่ารอจนเรียนจบแล้วค่อยเริ่มสร้างประสบการณ์ เพราะช่วงเวลา 3–4 ปีในมหาวิทยาลัยเป็นช่วงที่ดีมากในการทดลองผิด ทดลองถูก สิ่งที่อยากให้สะสมคือ Portfolio จากงานจริง มากกว่าเพียง Certificate เช่น เคยทำโครงการกับบริษัท เคยวิเคราะห์ข้อมูลจริง เคยสร้าง Prototype เคยแก้ปัญหาหน้างาน เคยทำงานเป็นทีมกับคนต่างสาขา หรือเคยนำเสนอผลงานต่อผู้ประกอบการ สิ่งเหล่านี้มีคุณค่ามากเมื่อสมัครงาน
สำหรับนักศึกษายุคนี้ ผมอยากให้สร้างตัวเองเป็น T-shaped Engineer คือมีแกนวิศวกรรมหนึ่งด้านที่ลึกจริง แต่เปิดกว้างด้าน AI, Data, Digital Technology, Business, Sustainability และ Communication รวมถึงต้องฝึกภาษาอังกฤษอย่างจริงจัง เพราะตลาดงานในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าจะไม่ใช่การแข่งขันเฉพาะกับคนในประเทศไทย แต่เป็นการทำงานร่วมกับบริษัท ลูกค้า และทีมจากหลายประเทศ สิ่งสำคัญที่สุดคือ ต้องกล้าออกจากห้องเรียนไปเจอของจริง ฝึกงาน Cooperative Education ทำ Research กับภาคอุตสาหกรรม เข้าการแข่งขัน ทำ Startup Project หรือเข้าไปช่วยโครงการจริงให้มากที่สุด เพราะมหาวิทยาลัยให้พื้นฐาน แต่ ประสบการณ์จริงจะเปลี่ยนนักศึกษาให้กลายเป็นวิศวกร ถ้าถามว่าองค์กรต้องการเด็กแบบไหน ผมคิดว่าไม่จำเป็นต้องเป็นคนที่เกรดดีที่สุดเสมอไป แต่ต้องเป็นคนที่พื้นฐานดี เรียนรู้เร็ว ทำงานกับคนอื่นได้ ใช้เทคโนโลยีเป็น และเมื่อเจอปัญหาแล้วไม่หยุดอยู่ที่คำว่า “ทำไม่ได้” แต่พยายามหาวิธีทำให้เกิดขึ้นจริง
เมื่อมองจากมุมของภาคอุตสาหกรรม ภาพของ “วิศวกรแห่งอนาคต” จึงไม่ได้หมายถึงคนที่เก่งเทคนิคมากที่สุด หรือใช้เครื่องมือใหม่ได้เร็วที่สุดเพียงอย่างเดียว แต่คือคนที่มีพื้นฐานวิศวกรรมแข็งแรง พร้อมเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ คิดเชิงระบบ อ่านข้อมูลเป็น สื่อสารกับคนต่างสายงานได้ และมองเห็นว่างานวิศวกรรมจะตอบโจทย์ธุรกิจและสร้างคุณค่าได้อย่างไร
ในวันที่ AI สามารถช่วยค้นหาข้อมูล วิเคราะห์ และสร้างคำตอบได้เร็วขึ้น คุณค่าของวิศวกรจึงยิ่งขยับจากการเป็นเพียง “คนหาคำตอบ” ไปสู่คนที่สามารถตั้งคำถามให้ถูก มองเห็นปัญหาที่แท้จริง ตรวจสอบทางเลือก และตัดสินใจบนความเข้าใจทางวิศวกรรมดังที่ ผศ.ดร.เด่นชัย วรเดชจำเริญ สรุปภาพของวิศวกรยุคใหม่ไว้ว่า “วิศวกรยุคใหม่ต้องไม่หยุดอยู่ที่การคำนวณและออกแบบ แต่ต้องเข้าใจ AI ข้อมูล ธุรกิจ และคน เพราะอนาคตองค์กรไม่ได้ต้องการเพียงคนที่แก้โจทย์ได้ แต่ต้องการคนที่มองเห็นโจทย์ใหม่และสร้างคุณค่าจากวิศวกรรมได้จริง”
#เรียนกับตัวจริง #ประสบการณ์จริง #FutureSkills #วิศวกรรม #คณะวิศวกรรมศาสตร์ #มหาวิทยาลัยศรีปทุม #ส่งเสริมผลักดัน #โอกาส #ศรีปทุม #SripatumUniversity #SPU








