ในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง “โลจิสติกส์” ถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นหนึ่งในนโยบายหลักของหลายพรรคการเมือง ตั้งแต่การลดต้นทุนโลจิสติกส์ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อค่าครองชีพของประชาชน การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานคมนาคม การผลักดันโลจิสติกส์ดิจิทัล การเชื่อมโยงการขนส่งข้ามแดน ไปจนถึงการแก้ปัญหาคอขวด ส่วย และทุนผูกขาดในภาคขนส่ง
นโยบายเหล่านี้สะท้อนชัดว่า “โลจิสติกส์ไม่ใช่แค่เรื่องของผู้ประกอบการ แต่เป็นเรื่องของประชาชนทุกคน” เพราะต้นทุนโลจิสติกส์แฝงอยู่ในราคาสินค้า การเดินทาง และโอกาสทางเศรษฐกิจของประเทศ ขณะเดียวกันยังสะท้อนถึงโจทย์ท้าทายที่รัฐบาลชุดใหม่ต้องเผชิญอย่างรอบด้าน ตั้งแต่ระดับโครงสร้าง ระบบ เทคโนโลยี ไปจนถึงการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์
จากบริบทการเลือกตั้งครั้งนี้ จึงชวน ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ธรินี มณีศรี คณบดีวิทยาลัยโลจิสติกส์และซัพพลายเชน มหาวิทยาลัยศรีปทุม ร่วมมองภาพนโยบายโลจิสติกส์ในมิติเชิงระบบและเชิงยุทธศาสตร์ พร้อมสะท้อนบทบาทของสถาบันการศึกษาในการเตรียมคนรุ่นใหม่ให้พร้อมทำงานจริง และรองรับทิศทางประเทศหลังการเลือกตั้ง

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ธรินี ระบุว่า โจทย์ใหญ่ที่สุดที่รัฐบาลชุดใหม่ต้องเร่งแก้ไข คือ “การลดต้นทุนทั้งระบบด้วยการแก้ปัญหาคอขวดที่ทำให้กระบวนการโลจิสติกส์ล่าช้า” โดยต้องทำให้การไหลของสินค้าและบริการราบรื่นตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง ครอบคลุมด่าน ท่าเรือ คลังสินค้า การขนส่งในเมือง รวมถึงการลดความซ้ำซ้อนของเอกสารและขั้นตอนพิธีการต่างๆ เพราะโลจิสติกส์ไม่ใช่เพียง “การส่งของ” แต่หมายถึงการวางแผน การบริหารสต็อก เวลา ความเสี่ยง และคุณภาพบริการ ซึ่งล้วนส่งผลต่อ “ราคาสินค้าและต้นทุนชีวิต” ของทุกคนโดยตรง ทั้งนี้ประเทศไทยยังมีต้นทุนโลจิสติกส์ต่อ GDP อยู่ในระดับราว 13–14% ตามรายงานของ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
เมื่อถามถึงเป้าหมายการผลักดันประเทศไทยสู่ศูนย์กลางโลจิสติกส์อาเซียนอย่างเป็นรูปธรรม ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ธรินี ย้ำว่า ควรเริ่มจาก “การพัฒนาคน” ก่อน หากกำลังคนมีสมรรถนะสูง ก็จะสามารถต่อยอดไปสู่การพัฒนางานและระบบด้วยเทคโนโลยีได้ไม่ยาก อีกทั้งหากผู้กำหนดนโยบายของรัฐมีความเข้าใจด้านโลจิสติกส์และซัพพลายเชนอย่างลึกซึ้ง จะทำให้การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานสามารถรองรับระบบโลจิสติกส์ที่เชื่อมโยงพื้นที่เศรษฐกิจได้จริง ตั้งแต่การผ่านด่าน การอนุญาต การตรวจปล่อย ไปจนถึงการแลกเปลี่ยนข้อมูลที่รวดเร็ว โปร่งใส และวัดผลได้ พร้อมเตือนว่าที่ผ่านมา มีหลายโครงการที่เริ่มจากการสร้างโครงสร้างพื้นฐานก่อนสำรวจความต้องการผู้ประกอบการ ส่งผลให้ใช้งานไม่คุ้มค่า ขาดประสิทธิภาพ และถูกทิ้งร้างในที่สุด ดังนั้น “การพัฒนากำลังคนสมรรถนะสูงด้านโลจิสติกส์และซัพพลายเชน” จึงเป็นหัวใจสำคัญ เพราะเมื่อมีคนเก่งและใช้เทคโนโลยีเป็น ทั้งระบบซัพพลายเชนของประเทศจะมีประสิทธิภาพ และลดต้นทุนลงได้อย่างแท้จริง

สำหรับนโยบาย Digital Port, One Stop Border และเอกสารดิจิทัล ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ธรินี มองว่าจะเปลี่ยนบทบาทนักโลจิสติกส์รุ่นใหม่จากงานเอกสารและการประสานงาน ไปสู่การ “ออกแบบกระบวนการและใช้ข้อมูลตัดสินใจ” มากขึ้น โดยทักษะสำคัญจะครอบคลุม Data/Analytics, Process Design, ความเข้าใจ Digital Trade & Customs, มาตรฐานข้อมูลอย่าง EDI/API รวมถึงพื้นฐาน Cybersecurity เพราะระบบจริงกำลังมุ่งสู่ Single Window และการแลกเปลี่ยนเอกสารข้ามประเทศอย่างเข้มข้น
ขณะเดียวกัน เมื่อหลายพรรคประกาศแก้ปัญหาส่วย ทุนผูกขาด และความไม่โปร่งใสในระบบขนส่ง ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ธรินี ชี้ว่า คนโลจิสติกส์ยุคใหม่ต้องมี “มุมมองธรรมาภิบาล” ควบคู่ความรู้เทคนิค ได้แก่ Compliance จริยธรรมวิชาชีพ การบริหารความเสี่ยง การทำงานที่ตรวจสอบย้อนกลับได้ (traceability/audit trail) รวมถึงทักษะการสื่อสารและประสานงานข้ามหน่วยงาน เพราะระบบที่ดีต้องโปร่งใส ตรวจสอบได้ และยุติธรรมต่อผู้ประกอบการทุกขนาด ไม่ใช่เก่งเฉพาะเรื่องการขนส่ง
หากเมกะโปรเจกต์ด้านโลจิสติกส์ของรัฐบาลชุดใหม่เกิดขึ้นจริง ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ธรินี มองว่าจะเปิดโอกาสอาชีพใหม่ที่ผสาน “ระบบ + เทคโนโลยี” มากขึ้น อาทิ นักวางแผนโครงข่ายขนส่งหลายรูปแบบ (Multimodal) ผู้เชี่ยวชาญคลังและท่าเรืออัตโนมัติ นักวิเคราะห์ข้อมูลซัพพลายเชน งานด้านความยั่งยืนและการจัดการคาร์บอนในซัพพลายเชน นักวิเคราะห์ความเสี่ยงโซ่อุปทาน ตลอดจนนักจัดการซัพพลายในหลากหลายอุตสาหกรรม
ในมุมของการผลิตบัณฑิต ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ธรินี กล่าวว่า หลักสูตรของวิทยาลัยโลจิสติกส์และซัพพลายเชน มหาวิทยาลัยศรีปทุม มุ่งเตรียมผู้เรียนให้เป็น “นักรบซัพพลายเชน” ที่คิดเป็นระบบ ใช้ข้อมูลและ AI อย่างชาญฉลาด ลงมือปฏิบัติการในโลกจริงได้ รับมือความเสี่ยงและความเปลี่ยนแปลงอย่างยืดหยุ่นและยั่งยืน ทำงานร่วมกับผู้อื่นอย่างมืออาชีพ และพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่องด้วยความรับผิดชอบต่อสังคมและโลก

พร้อมกันนี้ ยังเสนอ 5 แนวทางสำคัญให้รัฐบาลชุดใหม่เร่งผลักดัน เพื่อให้ระบบโลจิสติกส์ไทย “ถูกลง เร็วขึ้น และแข่งขันได้จริง” ได้แก่ การกำหนดตัวชี้วัดประสิทธิภาพด้านโลจิสติกส์ของประเทศอย่างชัดเจน เช่น เวลาค้างท่าและด่าน (dwell time) ความตรงเวลา และต้นทุนต่อหน่วย พร้อมรายงานผลอย่างสม่ำเสมอ การทำ Single Submission/One Stop อย่างจริงจังเพื่อลดเอกสารซ้ำและดุลพินิจ พร้อมเพิ่มการตรวจสอบย้อนกลับ การยกระดับ SMEs เข้าสู่โลจิสติกส์ดิจิทัลผ่านเครื่องมือ มาตรฐานข้อมูล และการอบรม เพื่อไม่ให้เกิดช่องว่างการแข่งขัน การผลักดัน Green & Resilient Supply Chain เพื่อลดคาร์บอนและเพิ่มความยืดหยุ่นต่อวิกฤตในระยะยาว และสุดท้ายคือ Trust & Collaboration ให้หน่วยงานรัฐทำงานแบบบูรณาการ ใช้ฐานข้อมูลเดียวกัน โปร่งใส ตรวจสอบได้ และไว้วางใจซึ่งกันและกัน
ทั้งหมดนี้สะท้อนว่า นโยบายโลจิสติกส์หลังการเลือกตั้งไม่ได้หมายถึงการสร้างถนนหรือท่าเรือเท่านั้น หากแต่คือการยกระดับ “คน ระบบ และความร่วมมือ” ไปพร้อมกัน เพื่อให้ประเทศไทยสามารถแข่งขันได้จริงบนเวทีภูมิภาค และเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว







