ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ธรินี มณีศรี คณบดีวิทยาลัยโลจิสติกส์และซัพพลายเชน มหาวิทยาลัยศรีปทุม และที่ปรึกษากิตติมศักดิ์สมาคมขนส่งสินค้าและโลจิสติกส์ไทย ร่วมถ่ายทอดมุมมองในรายการ The SME Handbook by UOB Season 10 ในตอน “กลยุทธ์โลจิสติกส์ในยุค AI” โดยชี้ให้เห็นว่า ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลกและความไม่แน่นอนของห่วงโซ่อุปทาน “โลจิสติกส์” ไม่ใช่เพียงงานหลังบ้านอีกต่อไป แต่เป็นหนึ่งในกลไกสำคัญที่กำหนดความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจไทยในเวทีโลก
ผศ.ดร.ธรินี อธิบายว่า การขนส่งระหว่างประเทศในปัจจุบันไม่มีรูปแบบใดที่ดีที่สุด สำหรับทุกธุรกิจ แต่ผู้ประกอบการต้องเลือกให้เหมาะกับลักษณะสินค้า ปริมาณ ระยะเวลา และงบประมาณ โดยการขนส่งทางอากาศเหมาะกับสินค้ามูลค่าสูงที่ต้องการความรวดเร็ว เช่น ยาและเวชภัณฑ์ ขณะที่การขนส่งทางทะเลเหมาะกับสินค้าปริมาณมากที่สามารถวางแผนล่วงหน้าได้ ส่วนการขนส่งทางบกและทางรางมีบทบาทสำคัญในฐานะโหมดเชื่อมต่อการขนส่งจากต้นทางสู่ท่าเรือ สนามบิน หรือปลายทางของลูกค้า
อีกประเด็นสำคัญที่ผู้ประกอบการต้องคำนึงถึง คือการเลือกโหมดขนส่งให้สอดคล้องกับประเภทสินค้า โดยเฉพาะสินค้าอาหารซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มส่งออกหลักของไทยที่ต้องแข่งขันกับเวลาและอายุสินค้า การวางแผนโลจิสติกส์จึงต้องลงลึกถึงรายละเอียด เช่น การใช้ระบบห้องเย็น การแช่แข็ง หรือการแปรรูปเพื่อยืดอายุสินค้าให้สามารถขนส่งไปถึงลูกค้าในต่างประเทศได้อย่างมีคุณภาพ
ผศ.ดร.ธรินี ยังสะท้อนว่า ในช่วง 3–4 ปีที่ผ่านมา ระบบโลจิสติกส์โลกต้องเผชิญความท้าทายอย่างต่อเนื่อง ทั้งจากโควิด-19 สงคราม ความแปรปรวนของเส้นทางเดินเรือ การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ไปจนถึงปัญหาภูมิรัฐศาสตร์และกฎระเบียบทางการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนและความเสี่ยงของธุรกิจ ผู้ประกอบการจึงจำเป็นต้องประเมินความเสี่ยงล่วงหน้าในทุกมิติ ตั้งแต่ต้นทุนพลังงาน ราคาน้ำมัน อัตราแลกเปลี่ยน ภาษี มาตรฐานศุลกากร ไปจนถึงแผนสำรองเมื่อเกิดภัยธรรมชาติหรือเหตุฉุกเฉิน
นอกจากนี้ ยังเตือนให้ผู้ส่งออกไทยจับตาประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมที่กำลังกลายเป็นเงื่อนไขใหม่ของการค้าโลก โดยเฉพาะมาตรการ CBAM (Carbon Border Adjustment Mechanism) หรือกลไกการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน ซึ่งจะมีผลต่อการนำเข้าส่งออกสินค้าในระยะต่อไป ผู้ประกอบการไทยจึงต้องเร่งศึกษาและเตรียมความพร้อมทั้งในด้านวัตถุดิบ กระบวนการผลิต และการขนส่ง เพื่อให้สามารถแข่งขันได้ภายใต้กติกาใหม่ของโลกการค้า
ในด้านเทคโนโลยี ผศ.ดร.ธรินี ระบุว่า AI, Internet of Things (IoT), Predictive Analytics, Automation และ Robotics กำลังเข้ามามีบทบาทอย่างมากในทุกขั้นตอนของโลจิสติกส์ ตั้งแต่การพยากรณ์ความต้องการสินค้า การบริหารคลังสินค้า การตรวจสอบคุณภาพสินค้า การติดตามพฤติกรรมผู้ขับขี่ ไปจนถึงการพัฒนาไปสู่ระบบขนส่งอัตโนมัติ เทคโนโลยีเหล่านี้ไม่เพียงช่วยลดต้นทุน แต่ยังช่วยเพิ่มความแม่นยำ ความรวดเร็ว และลดความผิดพลาดจากมนุษย์ ทำให้ธุรกิจสามารถวางแผนได้แบบใกล้เคียงเวลาจริงมากขึ้น
สำหรับผู้ประกอบการ SME ที่อาจไม่มีความเชี่ยวชาญด้านโลจิสติกส์โดยตรง ผศ.ดร.ธรินี แนะนำว่า ควรมุ่งพัฒนาจุดแข็งของธุรกิจในด้านสินค้าและคุณภาพเป็นหลัก ส่วนงานโลจิสติกส์ควรอาศัยพันธมิตรที่มีความเชี่ยวชาญ พร้อมเลือกคู่ค้าที่เหมาะกับประเภทสินค้าและเงื่อนไขการขนส่งของตนเอง ที่สำคัญไม่ควรพึ่งพาผู้ให้บริการเพียงรายเดียว แต่ควรกระจายความเสี่ยงด้วยการมี Partner หลากหลาย เพื่อรองรับสถานการณ์ไม่คาดคิดและสามารถสลับแผนได้ทันท่วงทีเมื่อเกิดวิกฤต
ตอนท้ายของรายการ ผศ.ดร.ธรินี ฝากข้อคิดสำคัญถึงผู้ประกอบการไทยว่า ในปี 2026 และต่อจากนี้ ความสามารถในการปรับตัว จะเป็นทักษะสำคัญที่สุดของธุรกิจ เพราะโลกการค้าไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป ผู้ประกอบการต้องเร่ง Reskill และ Upskill ด้านดิจิทัล เทคโนโลยี และ AI ควบคู่ไปกับการติดตามมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมและการค้าระหว่างประเทศอย่างใกล้ชิด เพื่อเปลี่ยนต้นทุนโลจิสติกส์ ให้กลายเป็น “Value Added” ที่สร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันอย่างแท้จริง
การร่วมถ่ายทอดองค์ความรู้ของ คณบดีวิทยาลัยโลจิสติกส์และซัพพลายเชน มหาวิทยาลัยศรีปทุม ในครั้งนี้ สะท้อนบทบาทของมหาวิทยาลัยในการเชื่อมองค์ความรู้ด้านวิชาการกับโลกธุรกิจจริง พร้อมส่งต่อมุมมองที่เป็นประโยชน์ต่อผู้ประกอบการไทยในการเตรียมพร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก และใช้เทคโนโลยีอย่างชาญฉลาดเพื่อขับเคลื่อนธุรกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน
ฟังรายการทั้งหมดที่นี่ https://youtu.be/ljOE4fdy40g?si=5mGlIy9Np_AD9Rhe
#SPU #มหาวิทยาลัยศรีปทุม #SPULSC #วิทยาลัยโลจิสติกส์และซัพพลายเชน #DekLogisticsSPU #โลจิสติกส์ #SupplyChain #Logistics







