บัญชี กฎหมาย และทางเดินที่ผมเลือกสร้างเอง

ถ้าย้อนกลับไปถามตัวเองเมื่อตอนจบปริญญาตรีและต่อยอดด้วยปริญญาโทจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  ผมไม่เคยคิดว่าตัวเองจะกลายเป็นคนที่หลงใหลในกฎหมาย บัญชีสำหรับผมคือภาษาของตัวเลข ตัวเลขที่ต้องตรงตามมาตรฐาน ต้องชัดเจนในงบ ต้องส่งภาษีให้ตรงเวลา และสามารถนำตัวเลขที่ได้มาประยุกต์และวิเคราะห์เพื่อให้ผุ้บริหารหรือผู้มีส่วนได้เสียได้รับข้อมูลจากตัวเลขทางบัญชี ที่ถูกต้อง แม่นยำ และนำข้อมูลเหล่านั้นไปประยุกต์ใช้ต่อ ไม่ว่าจะเป็นการวางแผนในการบริหารทั้งระยะสั้น ระยะยาว  รวมถึงการนำข้อมูลที่ได้ไปกำหนดกรอบกลยุทธ์ของทุกภาคส่วนในองค์กรต่อไป

แต่เมื่อเวลาผ่านไป และผมไต่เต้ามาจากระดับปฏิบัติจนถึงระดับวางระบบ ผมเริ่มมองเห็นว่าตัวเลขที่ถูกต้องอาจยังไม่พอ หากตีความกฎหมายผิดผิดหรือขัดกับข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ความเสียหายที่ตามมาอาจไม่ใช่แค่การลงบัญชีผิดพลาด แต่มันคือความเสี่ยงที่พาองค์กรไปสู่ปัญหาโดยไม่ตั้งใจ และผมยังจำได้ดี ในขณะที่วันหนึ่งผมต้องวิเคราะห์สัญญาระหว่างองค์กรที่ผมดูแล กับบริษัทต่างชาติ ผมอ่านตัวเลขและวิเคราะห์ข้อมูลได้ แต่ผมไม่เข้าใจภาษาของสัญญาอย่างแท้จริง และนั่นเป็นครั้งแรกที่ผมรู้สึกว่า การรู้บัญชีอย่างเดียว ไม่เพียงพออีกต่อไป

จุดเปลี่ยนนี้เป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญอีกครั้งในชีวิตของผม และผมเริ่มจากคำถามง่าย ๆ นั้นคือการรู้บัญชีอย่างเดียว เพียงพอต่อการทำงานในระดับผู้บริหารหรือไม่ และจากคำถามง่ายๆ สั้นๆ ในครั้งนั้น เป็นการนำไปสู่จุดเปลี่ยนที่สำคัญในชีวิต และเป็นการตัดสินใจครั้งสำคัญที่ทำให้ผมกลับไปเรียนนิติศาสตร์ เพื่อเข้าใจโครงสร้างที่อยู่ใต้ทุกตัวเลขที่ผมเคยบันทึก และเริ่มเห็นชัดว่า ทุกการตัดสินใจด้านบัญชี ล้วนมีกรอบของกฎหมายรองรับอยู่ ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายภาษีอากร แรงงาน หรือข้อสัญญาทางธุรกิจ และทำให้เห็นมุมมองที่ว่าบัญชีที่ไม่เข้าใจกฎหมาย ก็ไม่ต่างจากการมองธุรกิจด้วยตาเพียงข้างเดียว และเมื่อผมมีทั้งสองมุมมอง จึงทำให้ผมสามารถให้คำปรึกษาได้อย่างรอบด้านมากขึ้น และคำแนะนำที่ผู้ประกอบการได้รับไม่ใช่แค่การทำงานให้ถูกต้องเพียงอย่างเดียว แต่คือการช่วยให้องค์กรเดินอย่างปลอดภัยและยั่งยืน

และเมื่อโลกเปลี่ยนเร็วกว่าที่ใครคาด ผมเริ่มถามตัวเองอีกครั้ง ถ้าวันนี้ผมยังใช้ความรู้เดิมในโลกที่เปลี่ยนไปขนาดนี้ วันหนึ่งผมจะกลายเป็นคนที่ล้าหลังไหม? จากคำถามนี้ทำให้ผมตัดสินใจ หยุดเพื่อพัฒนา และเลือกสมัครเรียนในหลักสูตร ปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาการบัญชี ที่มหาวิทยาลัยศรีปทุม ซึ่งการตัดสินใจเรียนครั้งนี้ เป้าหมายไม่ใช่เพื่อปริญญาอีกใบ แต่เพื่อพัฒนาความเข้าใจให้ลึกขึ้น และไกลกว่าเดิมสิ่งที่เป็นเหตุผลให้ผมตัดสินใจเลือกศึกษาในหลักสูตร ปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาการบัญชี ที่มหาวิทยาลัยศรีปทุม และเป็นความประทับใจในหลักสูตรของศรีปทุม คือ หลักสูตรของมหาวิทยาลัยไม่ได้สอนแค่ให้รู้ แต่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนต่อยอดจากสิ่งที่ตัวเองทำจริงและเปลี่ยนประสบการณ์เป็นองค์ความรู้ใหม่ที่มีผลกระทบต่อวิชาชีพ โดยในทุกบทเรียนทำให้ผมมองบัญชีในมิติที่เปลี่ยนไป โดยผมมีมุมมุมเกี่ยวกับความรู้ทางบัญชีจากเครื่องมือของธุรกิจ  กลายมาเป็น ความรู้ทางบัญชีกลับเป็นกลไกของการกำกับดูแลที่ดี และความรู้ทางบัญชีจากการรายงานผล กลายมาเป็น ความรู้ทางบัญชีเป็นการสร้างแนวทางให้อนาคต

Most Popular

Categories