“ข้อได้เปรียบของวิศวกรจบใหม่ยุคนี้ คือถ้าเราเอาความรู้พื้นฐานเครื่องกลไปจับคู่กับการบริหารพลังงานได้ เราจะไม่ใช่แค่ ‘ช่างที่คอยซ่อมเครื่องจักร’ แต่เราคือ ‘คนที่ช่วยบริษัทประหยัดเงิน’ ซึ่งเป็นทักษะที่องค์กรพร้อมจะมอบโอกาสสำคัญให้ แม้เราจะอายุยังน้อยก็ตาม”
ในโลกของงานวิศวกรรม “อายุงาน” มักเป็นตัวกำหนดขั้นบันไดในการเติบโต แต่สำหรับ วรายุทธ เพชรดำ ศิษย์เก่าสาขาวิศวกรรมเครื่องกล มหาวิทยาลัยศรีปทุม (SPU) เขาใช้เวลาเพียง 3 ปีหลังจบการศึกษา ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่ง ผู้จัดการแผนกพลังงาน ยูทีลิตี้ ความปลอดภัย สิ่งแวดล้อม และ Facility ของโรงงานอุตสาหกรรมการผลิต
อะไรคือ ‘ตัวเร่งปฏิกิริยา’ ที่ทำให้เขาเติบโตได้แบบ Fast-Track? นี่คือบันทึกการเดินทาง 3 ปีของเขา
ปีที่ 0 : รั้วมหาวิทยาลัย — ปรับเข็มทิศจาก “คนชอบเครื่องจักร” สู่ “สายประหยัดพลังงาน”
จุดเริ่มต้นของวรายุทธไม่ต่างจากนักศึกษาเครื่องกลทั่วไปที่ชอบกลไก แต่สิ่งที่ทำให้เขาพบทางลัด คือบรรยากาศการเรียนที่ SPU ที่ไม่ได้สอนให้แค่มองเครื่องจักรเป็นชิ้นๆ แต่สอนให้มองเป็น “ระบบ (System Thinking)” วิชาพื้นฐานอย่าง อุณหพลศาสตร์ (Thermodynamics) และกลศาสตร์ของไหล ถูกนำมาเชื่อมโยงให้เห็นภาพว่า ‘พลังงานที่ไหลผ่านท่อ คือต้นทุนของโรงงานที่ไหลออกไป’ โดยในช่วงที่ต้องทำโครงงานสหกิจศึกษา เขาได้รับคำแนะนำอย่างใกล้ชิดจาก ผศ.ดร.ชลธิศ เอี่ยมวรวุฒิกุล จนทำให้เขาพบเป้าหมายที่ชัดเจนตั้งแต่นั่งเรียนอยู่ว่า: “เขาจะเอาดีด้าน Utility & Energy Saving”
ปีที่ 1 : ก้าวแรกในองค์กรใหญ่ — เรียนรู้ความกดดันของคำว่า “ห้ามสะดุด”
ทันทีที่เข้าสู่ระบบสหกิจศึกษา วรายุทธได้ฝึกงานใน บริษัทผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ชั้นนำระดับโลกของญี่ปุ่น ในตำแหน่ง Utility Engineer ทำให้เขาได้สัมผัสมาตรฐานการจัดการระบบสาธารณูปโภคขั้นสูงเป็นครั้งแรก ใบเบิกทางนั้นส่งให้เขาได้งานแรกทันทีหลังเรียนจบใน กลุ่มธุรกิจอุตสาหกรรมเครื่องดื่มที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ ในตำแหน่ง Engineer Supervisor Utility
“ในโรงงานสเกลใหญ่ขนาดนั้น ความกดดันสูงมากครับ เพราะระบบน้ำ ระบบลม หรือหม้อต้ม มันหยุดไม่ได้เลย ช่วงปีแรกของผมจึงเป็นช่วง ‘ฟองน้ำ’ คือซึมซับมาตรฐานการทำงานที่เข้มงวด การประสานงานกับพี่ๆ ทีมซ่อมบำรุง และการแก้ปัญหาหน้างานให้เร็วที่สุด”
ปีที่ 2 : ขยายสโคป — จุดเปลี่ยนจากการ “ซ่อม” สู่การ “วิเคราะห์”
เมื่อได้พื้นฐานระบบ Utility ที่แน่นพอ วรายุทธตัดสินใจขยายขอบเขตความรู้ของตัวเอง โดยย้ายไปร่วมงานกับ บริษัทผู้นำด้านเคมีภัณฑ์และวัสดุศาสตร์ชั้นนำ ในตำแหน่ง Supervisor ซึ่งที่นี่เองที่เขาได้นำ “วิศวกรรมเครื่องกล มาบวกกับ ศาสตร์ด้านสิ่งแวดล้อม” หน้าที่ของเขาไม่ใช่แค่การดูว่าเครื่องจักรทำงานปกติไหม แต่มันคือการเก็บข้อมูล (Data) มาวิเคราะห์เพื่อหาจุดสูญเสียพลังงาน ทำแผนปรับปรุง และเขียนโครงการนำเสนอผู้บริหารเพื่อขอนำงบประมาณมาปรับปรุงประสิทธิภาพโรงงาน ซึ่งเป็นจุดจัมพ์สตาร์ทให้เขาเริ่มมี “มุมมองทางธุรกิจ (Business Mindset)” เข้ามาในงานวิศวกรรม
ปีที่ 3 : ก้าวสู่บทบาท Manager — ผลลัพธ์ของคนที่มีทักษะ “Multi-Skill”
เข้าสู่ปีที่ 3 วรายุทธได้ร่วมงานกับ บริษัท ไทยสุเคโน่นิต จำกัด โดยเริ่มจากตำแหน่ง วิศวกรพลังงาน แต่ด้วยทักษะที่ครบเครื่องทั้ง รู้เทคนิค (เครื่องกล) + คุยเรื่องต้นทุนเป็น (พลังงาน) + เข้าใจมาตรฐานสากล (สิ่งแวดล้อมและความปลอดภัย) ทำให้เขาได้รับการโปรโมตอย่างรวดเร็ว จนปัจจุบันได้รับมอบหมายให้ดูแลงานบริหารภาพรวมถึง 5 ส่วนสำคัญของโรงงาน
ในวัยใกล้เลขสาม หน้าที่ของเขาในทุกเช้า คือการบริหารจัดการทั้ง Boiler, Chiller, ระบบไฟฟ้า, ระบบบำบัดน้ำเสีย ไปจนถึงความปลอดภัยของพนักงาน
“ถ้ามองย้อนกลับไป 3 ปี ผมคิดว่าสาเหตุที่ผู้บริหารกล้าให้โอกาสคนอายุน้อยอย่างผม เพราะเขาเห็นว่าเราไม่ได้มาเพื่อ ‘ใช้เงินซ่อมบำรุง’ แต่เรามาเพื่อ ‘บริหารทรัพยากร’ ซึ่งรากฐานวิธีคิดแบบ Practical Engineer ที่พร้อมลุยและพร้อมเรียนรู้ศาสตร์ใหม่ๆ ตลอดเวลา คือสิ่งที่ผมได้ติดตัวมาจากตอนเรียนที่ SPU ครับ”
สูตรลับ “เรียนเครื่องกลยังไง ให้โตไวใน 3 ปี” แบบวรายุทธ
- อย่าเก่งแค่ประแจ ให้เก่ง Data ด้วย: โลกยุคนี้ไม่ได้ต้องการวิศวกรที่ซ่อมเก่งที่สุด แต่ต้องการคนที่ดูตัวเลขพลังงานแล้วรู้ว่าต้องปรับลดตรงไหน
- จับคู่ศาสตร์ (Hybrid Skill): เครื่องกล + พลังงาน หรือ เครื่องกล + สิ่งแวดล้อม คือส่วนผสมที่ทำให้คุณกลายเป็น “ของแรร์” ในตลาดแรงงาน
- เลือกมหาวิทยาลัยที่พาไปเจอ ‘ของจริง’ เร็วที่สุด: การได้ลงสหกิจศึกษาในโรงงานระดับ Top ตั้งแต่ยังเรียนไม่จบ คือการร่นเวลาทดลองงานในชีวิตจริงไปได้เป็นปีๆ
“เพราะความก้าวหน้า ไม่จำเป็นต้องรอให้แก่… มาร่วมออกแบบเส้นทาง Fast-track ของคุณได้ที่นี่”
คณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาวิศวกรรมเครื่องกล มหาวิทยาลัยศรีปทุม









