แนวโน้มตลาดแรงงานบัญชีปี 2025 กับความสำคัญของความรู้ด้านการบัญชี

AI กับการเปลี่ยนแปลงงานบัญชี ยุค Digital Transformation 2025

เรียนบัญชี 2025 จะรอดมั้ย? พี่มหา’ลัยจะเล่าให้ฟัง! เจาะลึกตลาดแรงงานและความสำคัญของ ‘การบัญชี’

ว่าไงน้องๆ ม.ปลายทุกคน! พี่เป็นนักศึกษาคณะบัญชี คนนึงที่เคยผ่านจุดที่พวกเรากำลังยืนอยู่มาก่อน คำถามยอดฮิตในหัวตอนเลือกคณะก็คงหนีไม่พ้น “เรียนอะไรดี?” “คณะนี้จบไปมีงานทำมั้ย?” และสำหรับสายคำนวณที่เล็งๆ ‘บัญชี’ ไว้ คำถามที่น่าจะดังที่สุดในหัวก็คือ… “เรียนบัญชีไปจะตกงานมั้ย? ได้ยินว่า AI จะมาแย่งงานหมดแล้ว!”

วันนี้ในฐานะรุ่นพี่ ขอมานั่งจับเข่าคุย ชวนพวกเรามองไปข้างหน้าอีกนิด ที่ปี 2025 ซึ่งเป็นปีที่น้องๆ หลายคนอาจจะกำลังเรียนอยู่ในรั้วมหา’ลัยพอดี เราจะมาส่องเทรนด์ตลาดแรงงานบัญชีกันแบบเจาะลึก และไขความลับว่าทำไมยุคนี้ แค่เก่งเดบิต-เครดิตมันไม่พออีกต่อไป แต่ความรู้ด้าน ‘การจัดการ’ และ ‘การตลาด’ ต่างหากที่จะเป็นเหมือน ‘อาวุธลับ’ ติดตัวให้นักบัญชีรุ่นใหม่อย่างพวกเราเฉิดฉายและเป็นที่ต้องการตัวสุดๆ ไปเลย!

ส่องเทรนด์ตลาดแรงงานบัญชี 2025: ไม่ใช่แค่ดีดลูกคิดอีกต่อไป!

ลืมภาพจำนักบัญชีใส่แว่นหนาเตอะ นั่งจมกองเอกสารในห้องสี่เหลี่ยมแคบๆ ไปได้เลย! เพราะโลกธุรกิจในไทยและทั่วโลกมันหมุนเร็วกว่าที่เราคิดเยอะ เทคโนโลยีเข้ามาเปลี่ยนโฉมหน้าของอาชีพนี้ไปอย่างสิ้นเชิง และนี่คือเทรนด์หลักๆ ที่จะกำหนดอนาคตของพวกเรา:

1. AI และ Automation: ผู้ช่วยสุดอัจฉริยะ ไม่ใช่คู่แข่ง

คำว่า AI (Artificial Intelligence) หรือระบบอัตโนมัติ (Automation) อาจจะฟังดูน่ากลัว แต่จริงๆ แล้วมันคือเพื่อนซี้คนใหม่ของนักบัญชีเลยนะ! ลองคิดภาพตามนะ งานรูทีนซ้ำๆ ซากๆ ที่น่าเบื่อและผิดพลาดง่าย เช่น การคีย์ข้อมูลใบแจ้งหนี้, การกระทบยอดบัญชีธนาคาร, การจัดทำรายงานเบื้องต้น… AI สามารถจัดการงานพวกนี้ได้ในพริบตาเดียวและแม่นยำกว่ามนุษย์ด้วยซ้ำ

แล้วนักบัญชีจะทำอะไรล่ะ? คำตอบคือ เราจะได้ขยับไปทำงานที่ ‘มีคุณค่า’ และต้องใช้ ‘สมอง’ มากขึ้นยังไงล่ะ! แทนที่จะเสียเวลาคีย์ข้อมูล เราจะมีเวลาไป วิเคราะห์ข้อมูล ที่ AI ประมวลผลมาให้, วางแผนกลยุทธ์ทางการเงิน, และ ให้คำปรึกษา กับฝ่ายบริหารเพื่อการตัดสินใจที่เฉียบคม นี่แหละคือการอัปเกรดบทบาทของนักบัญชีของจริง!

2. Data is the New Gold: นักบัญชีในฐานะ ‘นักเล่าเรื่องจากข้อมูล’

ข้อมูลทางการเงินที่นักบัญชีดูแล ไม่ใช่แค่ตัวเลขแห้งๆ อีกต่อไป แต่มันคือ ‘ขุมทรัพย์’ ที่บอกเล่าเรื่องราวของธุรกิจได้ทุกซอกทุกมุม เทรนด์ของปี 2025 และต่อไปจากนี้คือการใช้ Data Analytics หรือการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก

นักบัญชีพันธุ์ใหม่จะต้องสามารถดึงข้อมูลจากโปรแกรมบัญชี (ในไทยก็อย่างเช่น FlowAccount, PEAK) มาวิเคราะห์ร่วมกับข้อมูลอื่นๆ แล้วนำเสนอออกมาในรูปแบบที่เข้าใจง่าย (Data Visualization) เช่น กราฟ หรือแดชบอร์ดสวยๆ เพื่อตอบคำถามสำคัญๆ ของธุรกิจ เช่น:

  • สินค้าตัวไหนทำกำไรสูงสุด?
  • ช่วงเวลาไหนของปีที่ยอดขายพุ่งหรือดิ่ง?
  • ต้นทุนส่วนไหนที่สูงเกินไปและควรหาทางลด?
  • ลูกค้ากลุ่มไหนที่สร้างรายได้ให้บริษัทมากที่สุด?

เห็นมั้ย? เราไม่ได้แค่บันทึกตัวเลข แต่เรากำลัง ‘แปล’ ตัวเลขให้กลายเป็น ‘กลยุทธ์’ ที่จับต้องได้

3. Cloud Accounting: ทำงานที่ไหนก็ได้ แค่มีอินเทอร์เน็ต

ยุคของโปรแกรมบัญชีที่ต้องติดตั้งบนคอมพิวเตอร์เครื่องเดียวกำลังจะหมดไป! ตอนนี้ธุรกิจในไทยหันมาใช้ Cloud Accounting Software กันมากขึ้น มันเหมือนการใช้ Google Drive หรือ Netflix นั่นแหละ คือข้อมูลทุกอย่างถูกเก็บไว้บนคลาวด์ ทำให้เจ้าของธุรกิจ, นักบัญชี, และทีมงานสามารถเข้าถึงข้อมูลการเงินได้แบบเรียลไทม์จากทุกที่ทุกเวลา ขอแค่มีอินเทอร์เน็ตก็พอ ซึ่งมันตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์การทำงานยุคใหม่แบบสุดๆ

4. ความสำคัญของ ESG: บัญชีเพื่อความยั่งยืน

เรื่องนี้กำลังมาแรงมากๆ! ESG ย่อมาจาก Environmental (สิ่งแวดล้อม), Social (สังคม), และ Governance (ธรรมาภิบาล) นักลงทุนและผู้บริโภคยุคใหม่ไม่ได้มองแค่ว่าบริษัททำกำไรได้เท่าไหร่ แต่ยังใส่ใจด้วยว่าบริษัทนั้นๆ ดูแลโลก, ดูแลสังคม, และมีการบริหารงานที่โปร่งใสดีแค่ไหน

หน้าที่ของนักบัญชีจึงขยายขอบเขตไปสู่การเก็บรวบรวมและจัดทำ ‘รายงานด้านความยั่งยืน’ ซึ่งเป็นข้อมูลที่ไม่ใช่ตัวเงิน (Non-financial data) เช่น ปริมาณการปล่อยคาร์บอน, การจัดการขยะ, อัตราการเข้า-ออกของพนักงาน หรือกิจกรรมช่วยเหลือสังคม เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกคน


ทำไมนักบัญชีต้องแคร์? ความรู้ ‘การจัดการ’ และ ‘การตลาด’ โคตรสำคัญ!

พอเห็นเทรนด์ข้างบนแล้ว น้องๆ น่าจะเริ่มเอะใจแล้วว่า… เอ้อจริงด้วยแฮะ งานมันซับซ้อนกว่าที่คิดแฮะ และนี่คือจุดที่ความรู้ข้ามสายอย่าง ‘การจัดการ’ และ ‘การตลาด’ จะเข้ามามีบทบาทสำคัญมากๆ

บัญชี + การจัดการ = นักกลยุทธ์ทางการเงิน (Financial Strategist)

ลองนึกภาพว่าเราเป็นหมอ… การทำบัญชีเปรียบเหมือนการตรวจวัดค่าต่างๆ ของร่างกาย (ความดัน, ชีพจร, ค่าเลือด) มันบอกได้ว่าตอนนี้ร่างกาย ‘เป็นอย่างไร’ แต่ความรู้ด้าน ‘การจัดการ’ เปรียบเหมือนความรู้ทางการแพทย์ที่ทำให้หมอวินิจฉัยได้ว่า ‘ทำไม’ ร่างกายถึงเป็นแบบนั้น และ ‘ต้องทำอย่างไร’ เพื่อให้ร่างกายกลับมาแข็งแรง

ตัวอย่างให้เห็นภาพ:

  • การวางแผนงบประมาณ (Budgeting): เราไม่ได้แค่ตั้งงบตามตัวเลขเก่าๆ แต่เราจะเข้าใจภาพรวมขององค์กรจากหลักการจัดการ ทำให้สามารถจัดสรรงบประมาณไปยังฝ่ายต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อให้บริษัทบรรลุเป้าหมายที่วางไว้
  • การควบคุมต้นทุน (Cost Control): ตัวเลขในบัญชีบอกเราว่า “ต้นทุนวัตถุดิบสูงขึ้น” แต่ความรู้ด้านการจัดการจะทำให้เราไปวิเคราะห์ต่อได้ว่า “มันสูงขึ้นเพราะกระบวนการผลิตมีปัญหา? หรือต้องเจรจาต่อรองกับซัพพลายเออร์รายใหม่?”
  • การตัดสินใจลงทุน (Investment Decision): เมื่อบริษัทจะลงทุนโปรเจกต์ใหม่ ฝ่ายบริหารไม่ได้อยากเห็นแค่ตัวเลขประมาณการกำไร แต่เขาอยากได้นักบัญชีที่เข้าใจ ‘ความเสี่ยง’ และ ‘ภาพรวมของตลาด’ มาช่วยวิเคราะห์ว่าโปรเจกต์นี้มัน ‘คุ้ม’ ที่จะทำจริงหรือไม่ในเชิงกลยุทธ์

สรุปง่ายๆ คือ การจัดการ ทำให้ตัวเลขทางบัญชีของเรา ‘มีความหมาย’ ในเชิงธุรกิจ และเปลี่ยนเราจากคนทำรีพอร์ต ให้กลายเป็น ‘ที่ปรึกษาคู่ใจ’ ของผู้บริหาร

บัญชี + การตลาด = นักสื่อสารข้อมูลเชิงลึก (Insight Communicator)

ถ้าการจัดการคือการมอง ‘ข้างใน’ องค์กร การตลาดก็คือการมอง ‘ข้างนอก’ ไปยังลูกค้าและคู่แข่งนั่นเอง! สองแผนกนี้เหมือนจะอยู่กันคนละขั้ว แต่จริงๆ แล้วทำงานเชื่อมโยงกันอย่างใกล้ชิด และนักบัญชีคือ ‘กาวใจ’ ชั้นดีเลยล่ะ

ตัวอย่างให้เห็นภาพ:

  • การวัดผลแคมเปญการตลาด (Campaign ROI): ฝ่ายมาร์เก็ตติ้งทุ่มงบยิงแอดโฆษณาไปมหาศาล เขาจะรู้ได้ยังไงว่าเวิร์ค? นักบัญชีนี่แหละที่จะเข้าไปช่วยวิเคราะห์ข้อมูลยอดขายที่เกิดขึ้น แล้วคำนวณผลตอบแทนจากการลงทุน (Return on Investment – ROI) ออกมาเป็นตัวเลขชัดๆ เพื่อให้ฝ่ายการตลาดรู้ว่าแคมเปญไหนควรไปต่อ หรือแคมเปญไหนควรพอแค่นี้
  • การตั้งราคาสินค้า (Pricing Strategy): จะตั้งราคาสินค้าเท่าไหร่ดี? ฝ่ายการตลาดอาจจะมองจากมุมของแบรนด์และคู่แข่ง แต่นักบัญชีจะมองจาก ‘ต้นทุน’ ที่แท้จริง และคำนวณ ‘จุดคุ้มทุน’ เพื่อให้แน่ใจว่าราคาที่ตั้งนั้นบริษัทจะมี ‘กำไร’
  • การวิเคราะห์คุณค่าลูกค้า (Customer Lifetime Value): เราสามารถใช้ข้อมูลการซื้อของลูกค้ามาวิเคราะห์ได้ว่า ลูกค้าคนหนึ่งๆ ตลอดชีวิตที่เขาอยู่กับเรา สร้างรายได้ให้บริษัทเท่าไหร่ ข้อมูลนี้มีประโยชน์มหาศาลต่อฝ่ายการตลาดในการวางแผนรักษาลูกค้าเก่าและหาลูกค้าใหม่

เมื่อนักบัญชีเข้าใจการตลาด เราจะสามารถ ‘สื่อสาร’ ข้อมูลตัวเลขที่ซับซ้อน ให้อยู่ในภาษาที่ฝ่ายการตลาดเข้าใจและนำไปใช้งานต่อได้ เราจะกลายเป็นคนที่เชื่อมข้อมูลหลังบ้านเข้ากับกลยุทธ์หน้าบ้านได้อย่างลงตัว

สกิลที่ต้องมี! อัปเกรดตัวเองสู่ ‘นักบัญชีพันธุ์ใหม่’ ปี 2025

เอาล่ะ พอเห็นภาพอนาคตแล้ว เรามาดูกันดีกว่าว่าต้องเตรียมตัวยังไงบ้าง พี่ขอแบ่งเป็น 2 ส่วนนะ

Hard Skills (ทักษะเชิงเทคนิค)

  • ความรู้บัญชีและภาษีที่แม่นยำ: อันนี้คือพื้นฐานที่ยังไงก็ต้องมีและต้องแน่นปึ้ก!
  • การใช้โปรแกรมบัญชีบนคลาวด์: ลองไปศึกษาโปรแกรมอย่าง Xero, FlowAccount, PEAK ไว้เลย
  • Data Analytics & Visualization: ฝึกใช้เครื่องมืออย่าง Microsoft Excel ขั้นสูง, Power BI หรือ Tableau จะทำให้โปรไฟล์เราโดดเด่นมาก
  • ความเข้าใจในเทคโนโลยี: รู้จัก Blockchain, AI, Cybersecurity จะช่วยให้เราเข้าใจภาพรวมของธุรกิจยุคดิจิทัลมากขึ้น
  • ความรู้ธุรกิจ (Business Acumen): ต้องเข้าใจว่าธุรกิจที่เราทำอยู่มันทำงานยังไง มีรายได้จากไหน ใครคือคู่แข่ง

Soft Skills (ทักษะทางสังคมและอารมณ์)

  • การคิดวิเคราะห์และแก้ปัญหา (Critical Thinking & Problem Solving): เมื่อ AI จัดการงานรูทีนไปแล้ว งานของเราคือการแก้ปัญหาที่ซับซ้อน
  • การสื่อสารและการเล่าเรื่อง (Communication & Storytelling): สามารถอธิบายตัวเลขยากๆ ให้คนที่ไม่ใช่สายบัญชีเข้าใจได้
  • การปรับตัวและเรียนรู้ตลอดชีวิต (Adaptability & Lifelong Learning): เทคโนโลยีเปลี่ยนไว เราต้องพร้อมเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ เสมอ
  • การทำงานร่วมกับผู้อื่น (Collaboration): ต้องทำงานกับฝ่ายอื่นๆ ได้อย่างราบรื่น ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายขาย การตลาด หรือผู้บริหาร

Q&A ถามมา-ตอบไป สไตล์พี่มหา’ลัย: เคลียร์ทุกข้อสงสัยเรื่องเรียนบัญชี

Q: เรียนบัญชีต้องเก่งคณิตศาสตร์มากๆ ไหมคะ/ครับ?

A: เป็นคำถามคลาสสิกเลย! ตอบเลยว่า ไม่จำเป็นต้องเป็นเซียนคณิตศาสตร์โอลิมปิก ครับ บัญชีใช้คณิตศาสตร์พื้นฐาน บวก ลบ คูณ หาร เป็นหลัก แต่หัวใจสำคัญของมันคือ ‘ตรรกะ’ (Logic) และการทำความเข้าใจใน ‘หลักการ’ และ ‘กฎ’ มากกว่า ถ้าเราเป็นคนมีเหตุมีผล ชอบความเป๊ะ ความถูกต้อง ก็เรียนได้สบายมาก!

Q: จบบัญชีแล้วทำงานอะไรได้บ้างนอกจากเป็นนักบัญชีในออฟฟิศ?

A: โอ้โห เยอะมาก! ความรู้บัญชีคือพื้นฐานของทุกธุรกิจเลยนะ เราสามารถไปต่อยอดได้หลากหลายสุดๆ เช่น ผู้ตรวจสอบบัญชี (Auditor), นักวิเคราะห์การเงิน (Financial Analyst), ที่ปรึกษาทางธุรกิจ (Business Consultant), ผู้เชี่ยวชาญด้านภาษี (Tax Specialist), เจ้าหน้าที่วางแผนการเงิน หรือแม้กระทั่ง เป็นเจ้าของกิจการเอง ก็ยังได้ เพราะเราจะเข้าใจตัวเลขของธุรกิจตัวเองดีที่สุด!

Q: สรุปแล้ว AI จะมาแย่งงานนักบัญชีในประเทศไทยจริงๆ เหรอ?

A: พี่ขอย้ำอีกครั้งว่า AI จะมา ‘เปลี่ยน’ รูปแบบการทำงาน ไม่ใช่ ‘แย่ง’ งานทั้งหมด โดยเฉพาะในบริบทของประเทศไทยที่ยังมีธุรกิจ SME จำนวนมากที่กำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัล นักบัญชีที่สามารถให้คำปรึกษาและช่วยวางระบบบัญชีดิจิทัลให้กับธุรกิจเหล่านี้ได้ จะยิ่งเป็นที่ต้องการตัวมากๆ เลยล่ะ งานที่ต้องใช้การตัดสินใจ การสื่อสาร และการให้คำปรึกษา ยังไง AI ก็ทำแทนมนุษย์ไม่ได้ 100%

Q: ตอนนี้อยู่ ม.ปลาย ควรเริ่มเตรียมตัวยังไงดี?

A: เยี่ยมมากที่คิดจะเตรียมตัวแต่เนิ่นๆ! พี่แนะนำง่ายๆ เลย:
1. ติดตามข่าวธุรกิจ: ลองอ่านข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ การตลาด จากเว็บอย่าง Brand Buffet, Marketing Oops!, The Standard Money จะทำให้เราเห็นภาพรวมมากขึ้น
2. ฝึกใช้ Excel: ลองหัดใช้สูตรพื้นฐานต่างๆ ใน Excel มันมีประโยชน์มากๆ
3. ลองหาคอร์สออนไลน์สั้นๆ: ในแพลตฟอร์มอย่าง Coursera หรือ SkillLane มีคอร์สแนะนำเกี่ยวกับ Data Analytics หรือพื้นฐานการตลาดให้ลองเรียนฟรีๆ ด้วยนะ
4. ฝึกภาษาอังกฤษ: สำคัญมาก! เพราะความรู้ใหม่ๆ และโปรแกรมดีๆ ส่วนใหญ่เป็นภาษาอังกฤษ

บทสรุป: อนาคตของนักบัญชีไม่ได้อยู่ที่ตัวเลข แต่อยู่ที่ ‘คุณค่า’ ที่สร้างจากตัวเลข

น้องๆ ครับ โลกของบัญชีในปี 2025 และอนาคตข้างหน้ามันน่าตื่นเต้นกว่าที่เราคิดไว้เยอะมาก มันไม่ใช่อาชีพที่น่าเบื่อหรือกำลังจะตาย แต่เป็นอาชีพที่กำลัง ‘วิวัฒนาการ’ ไปสู่การเป็น ‘นักกลยุทธ์’ และ ‘ที่ปรึกษาทางธุรกิจ’ ที่ทุกองค์กรขาดไม่ได้

การเรียนบัญชีโดยมีความรู้ด้าน การจัดการ และ การตลาด ติดตัวไปด้วย ก็เหมือนกับการมีแผนที่และเข็มทิศอยู่ในมือพร้อมกัน มันจะทำให้น้องๆ ไม่ใช่แค่คนที่บอกได้ว่า ‘เราอยู่ที่ไหน’ แต่ยังสามารถบอกได้ด้วยว่า ‘เราควรจะไปทางไหนต่อ’

ดังนั้น ใครที่กำลังลังเลอยู่ พี่อยากบอกว่าไม่ต้องกลัว! ถ้าเราพร้อมที่จะเรียนรู้ ปรับตัว และมองให้ไกลกว่าแค่เดบิต-เครดิต อาชีพนักบัญชียังมีอนาคตที่สดใสและท้าทายรออยู่เสมอ… โลกธุรกิจกำลังรอนักบัญชีพันธุ์ใหม่แบบพวกเราอยู่นะ!

“`

Most Popular

Categories