มีคนเคยพูดว่า “การติวโดยไม่รู้ว่าข้อสอบวัดอะไร เหมือนซ้อมฟุตบอลแต่ไปแข่งวอลเลย์บอล” ซึ่งจริงมาก วันนี้เลยจะพามาแยกให้ชัดว่า TGAT แต่ละส่วนวัดอะไร และเราควรเตรียมตัวแบบไหน

TGAT1: วัดว่า “คุยภาษาอังกฤษได้ไหม” ไม่ใช่ “ท่องศัพท์ได้กี่คำ”
ครึ่งหนึ่งเป็นพาร์ตการพูด ซึ่งในข้อสอบกระดาษจะเป็นการเลือกคำตอบในบทสนทนา อีกครึ่งเป็นพาร์ตการอ่าน ทั้งหมด60 ข้อ เป็นปรนัย 4 ตัวเลือก
เตรียมตัวแบบไหน
- อ่านบทสนทนาภาษาอังกฤษแล้วลองเดาว่าอีกฝ่ายจะตอบว่าอะไร
- ฝึกอ่านบทความสั้นๆ โดยจับประเด็นหลักให้ได้ภายในหนึ่งนาที
- เก็บสำนวนที่ใช้บ่อย เช่น ขอร้อง เสนอ ปฏิเสธอย่างสุภาพ
TGAT2: วัดว่า “คิดเป็นระบบไหม”
มีสี่หมวด คือ ภาษา ตัวเลข มิติสัมพันธ์ และเหตุผล แล้วต้องตอบให้ครบ 80 ข้อใน 60 นาที ตามที่แหล่งข้อมูลระบุไว้ นั่นแปลว่าเวลาเฉลี่ยต่อข้อไม่ถึงหนึ่งนาที
เตรียมตัวแบบไหน
- ฝึกจับเวลาทุกครั้ง อย่าทำสบายๆ แล้วค่อยมานับว่าถูกกี่ข้อ
- ข้อไหนติด ข้ามก่อน แล้วกลับมาทำทีหลัง
- ทำโจทย์มิติสัมพันธ์บ่อยๆ เพราะเป็นทักษะที่ฝึกแล้วเก่งขึ้นได้จริง
TGAT3: วัดว่า “ถ้าเจอสถานการณ์จริงจะรับมืออย่างไร”
ข้อสอบเป็นสถานการณ์ เช่น ทีมไม่ลงรอย งานติดขัด หรือเพื่อนร่วมทีมมีปัญหา ให้เลือกวิธีที่เหมาะสมที่สุด จากรายละเอียดที่เผยแพร่ ข้อสอบมี 60 ข้อ และครอบคลุมนวัตกรรม การแก้ปัญหาซับซ้อน การจัดการอารมณ์ และการมีส่วนร่วมในสังคม
เตรียมตัวแบบไหน
ไม่มีสูตรตายตัว แต่หลักคิดที่ใช้ได้บ่อยคือ รับฟังก่อนตัดสิน คุมอารมณ์ตัวเองก่อนแก้ปัญหา และคิดถึงเป้าหมายของทีมมากกว่าความสะใจส่วนตัว
ตารางเวลาแบบไม่เครียด
- วันธรรมดา ฝึก 30-45 นาที สลับส่วนกันไป
- เสาร์หรืออาทิตย์ จับเวลาทำชุดเต็มหนึ่งชุด
- ทุกสัปดาห์ จดข้อที่ผิดซ้ำ แล้วกลับไปดูว่าพลาดเพราะไม่รู้ หรือเพราะรีบ
ถ้าไม่อยากสอบให้ยุ่งยาก สมัครเรียนที่ SPU คลิกเลย https://www.spu.ac.th/
รู้ว่าข้อสอบวัดอะไร การเตรียมตัวก็ง่ายขึ้นเยอะ ตรวจรายละเอียดการสมัครสอบและเกณฑ์ได้ที่ https://www.mytcas.com