มหาวิทยาลัยศรีปทุม
อัปสกิลรอบด้าน! Soft Skills & Hard Skills พัฒนาได้จริงจากการร่วมมือกับภาคธุรกิจ
สวัสดีชาวมัธยมปลายทุกคน ตอนนี้เป็นไงกันบ้าง? พี่เข้าใจเลยว่าช่วงเวลานี้มันทั้งตื่นเต้น ทั้งกดดันสุดๆ ไหนจะต้องคิดเรื่องเรียน เรื่องเกรด เรื่องกิจกรรม แล้วยังต้องมานั่งคิดอีกว่า “จบไปจะทำอะไร?” “จะเข้าคณะไหนดี?” “เราเก่งอะไรกันแน่?” คำถามพวกนี้วนเวียนอยู่ในหัวเหมือนเพลงฮิตติดชาร์ตที่ปิดไม่ได้เลยใช่ไหมล่ะ?
พวกเราถูกสอนมาตลอดว่าห้องเรียนคือสถานที่สำหรับหาความรู้ ซึ่งก็ถูกนะ แต่พี่อยากจะมาเปิดโลกอีกใบให้ทุกคนได้รู้จัก โลกที่ความรู้ไม่ได้อยู่แค่ในตำรา แต่คือ “สนามจริง” ที่มหาวิทยาลัยศรีปทุม เราจะได้เรียนรู้จากการลงมือทำ นั่นก็คือ “การร่วมมือกับภาคธุรกิจ” นั่นเอง ฟังดูอาจจะจริงจังไปหน่อย แต่เชื่อพี่เถอะว่านี่คือทางลัดขั้นเทพในการอัปสกิลของเราให้โหดเหมือนโกรธใครมาเลย!
วันนี้พี่จะมาเจาะลึกแบบหมดเปลือก ว่าการที่เราเอาตัวเองเข้าไปอยู่ในสภาพแวดล้อมการทำงานจริงๆ กับตัวจริงในแวดวงนั้นๆ ตั้งแต่เนิ่นๆ มันจะช่วยพัฒนา 2 สกิลสำคัญที่ทุกคนต้องมีอย่าง Soft Skills และ Hard Skills ได้ยังไง พร้อมแล้วก็ไปลุยกันเลย!

ก่อนอื่นเลย… Soft Skills vs Hard Skills มันคืออะไรกันแน่?
หลายคนคงเคยได้ยินคำนี้บ่อยๆ แต่บางทีก็ยังงงๆ อยู่ พี่จะอธิบายให้เห็นภาพง่ายๆ แบบนี้
- Hard Skills (ทักษะเชิงเทคนิค): คือสกิลที่จับต้องได้ สอนกันได้ วัดผลเป็นรูปธรรมได้ง่ายๆ เหมือนค่าพลังในเกมเลยแหละ พูดง่ายๆ คือ “ความสามารถในการทำอะไรบางอย่าง”
- ตัวอย่าง: การเขียนโค้ด (Python, Java), การใช้โปรแกรม Photoshop, การพูดภาษาที่สาม (อังกฤษ, จีน, ญี่ปุ่น), การวิเคราะห์ข้อมูลด้วย Excel, การทำ SEO, การยิงแอดโฆษณา
- Soft Skills (ทักษะทางสังคม): คือสกิลที่เกี่ยวกับคน อารมณ์ และการเข้าสังคม มันเป็นสิ่งที่จับต้องยาก สอนเป็นคอร์สเป๊ะๆ ลำบาก แต่มันคือตัวตัดสินเลยว่าเราจะทำงานร่วมกับคนอื่นได้ดีแค่ไหน พูดง่ายๆ คือ “ทักษะในการอยู่ร่วมกับผู้อื่นและจัดการตัวเอง”
- ตัวอย่าง: การสื่อสาร, การทำงานเป็นทีม, ความเป็นผู้นำ, การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า, การคิดวิเคราะห์, ความคิดสร้างสรรค์, การปรับตัว
คิดภาพตามนะ: ถ้าเราจะสร้างหุ่นยนต์สักตัว Hard Skills คือความสามารถในการเขียนโค้ดให้หุ่นยนต์เดินได้ หยิบของได้ แต่ Soft Skills คือการที่เราคุยกับเพื่อนในทีมรู้เรื่อง, ช่วยกันออกแบบว่าหุ่นยนต์ควรมีหน้าตาแบบไหน, และเมื่อเจอปัญหาโค้ดพัง ก็ช่วยกันระดมสมองหาวิธีแก้ ไม่ใช่โทษกันไปมา เห็นไหมว่ามันต้องไปด้วยกัน ขาดอย่างใดอย่างหนึ่งไป โปรเจกต์ก็อาจจะล่มได้ง่ายๆ เลย
ทำไมต้องเป็น “ความร่วมมือกับภาคธุรกิจ”? มันเจ๋งกว่าเรียนในห้องยังไง?
การเรียนในห้องให้ความรู้พื้นฐานที่แข็งแกร่ง แต่การได้ร่วมงานกับบริษัทหรือองค์กรจริงๆ มันคือการเอาความรู้พวกนั้นมาใช้ในสนามจริง ซึ่งมันให้ประสบการณ์ที่แตกต่างและล้ำค่ากว่าเยอะมาก
1. Portfolio ไม่ใช่แค่กระดาษเปล่า แต่คือหลักฐานว่าเรา “ทำเป็น”
ยุคนี้ใครๆ ก็พูดถึงการยื่นพอร์ตเข้ามหาวิทยาลัย (TCAS รอบ Portfolio) การที่เรามีแค่เกรดสวยๆ กับรูปกิจกรรมในโรงเรียนมันอาจจะยังไม่พอ แต่ถ้าในพอร์ตเรามีใบประกาศนียบัตรจากการฝึกงานกับบริษัท A, มีผลงานการออกแบบโลโก้ให้ร้านกาแฟ B, หรือมีชื่อเป็นส่วนหนึ่งของโปรเจกต์การตลาดของสตาร์ทอัป C… มันโคตรทรงพลังเลยนะ! มันบอกกรรมการว่า “หนูไม่ได้แค่เรียนมา แต่หนูเคยทำจริงมาแล้ว” สิ่งนี้จะทำให้เราโดดเด่นกว่าคนอื่นเป็นร้อยเป็นพันคน
2. ค้นพบตัวเองเวอร์ชัน Pro ที่โรงเรียนอาจไม่เคยเจอ
บางทีเราอาจจะคิดว่าเราชอบวิชานี้ แต่พอได้ไปลองทำงานจริงๆ อาจจะพบว่า “เอ๊ะ! ไม่ใช่ทางแฮะ” หรือในทางกลับกัน เราอาจจะไม่เคยสนใจเรื่องการตลาดเลย แต่พอได้ไปช่วยพี่ๆ ในทีม Marketing คิดแคมเปญ กลับรู้สึกว่า “เฮ้ย! นี่มันสนุกสุดๆ ไปเลย” การได้ลองผิดลองถูกในสภาพแวดล้อมจริง จะช่วยให้เราค้นพบแพสชันและความถนัดของตัวเองได้เร็วกว่าการนั่งจินตนาการอยู่ในห้องเรียนเยอะเลย
3. สร้างคอนเน็กชันก่อนใครเพื่อน
เคยได้ยินคำว่า “คอนเน็กชันสำคัญ” ไหม? มันคือเรื่องจริง! การได้เข้าไปทำงานหรือทำโปรเจกต์ร่วมกับบริษัท จะทำให้เราได้รู้จักกับพี่ๆ ที่ทำงานในสายนั้นจริงๆ พวกเขาคือแหล่งข้อมูลชั้นดีที่เราสามารถปรึกษาเรื่องเรียนต่อ, เรื่องการทำงานในอนาคตได้ ถ้าเราทำผลงานได้ดี พี่ๆ อาจจะจำเราได้ และในอนาคตเมื่อเราเรียนจบ พวกเขาอาจจะเป็นคนที่ชวนเราไปทำงานหรือแนะนำงานดีๆ ให้เราก็ได้ ใครจะไปรู้!
แล้วเราจะไป “ร่วมมือกับภาคธุรกิจ” ได้ยังไงบ้าง? มาดูช่องทางกัน!
โอเค ฟังดูดีไปหมด แต่คำถามคือ “แล้วเด็ก ม.ปลายอย่างเราจะไปหาโอกาสแบบนี้จากที่ไหน?” ไม่ต้องห่วง พี่ลิสต์มาให้แล้ว
1. การฝึกงาน (Internship)
นี่คือวิธีที่คลาสสิกและตรงจุดที่สุด หลายบริษัทเริ่มเปิดรับนักเรียนมัธยมเข้าฝึกงานช่วงปิดเทอม โดยเฉพาะบริษัทสตาร์ทอัปที่ต้องการคนรุ่นใหม่ไฟแรงเข้าไปช่วยงาน การฝึกงานจะทำให้เราได้เห็นภาพรวมการทำงานทั้งหมด ตั้งแต่การประชุม, การวางแผน, การลงมือทำ, ไปจนถึงการรับฟีดแบ็ก
- Hard Skills ที่ได้: การใช้โปรแกรมเฉพาะทาง (เช่น Canva, Figma, Google Analytics), ทักษะการเขียนอีเมลธุรกิจ, การทำ Presentation
- Soft Skills ที่ได้: การบริหารเวลา (ต้องมาทำงานให้ตรงเวลา!), การสื่อสารกับเพื่อนร่วมงานและหัวหน้า, การปรับตัวเข้ากับวัฒนธรรมองค์กร, ความรับผิดชอบต่องานที่ได้รับมอบหมาย
2. โครงงานที่ทำร่วมกับบริษัท (Project-Based Learning)
เดี๋ยวนี้หลายโรงเรียนมีโปรแกรมที่เรียกว่า PBL หรือการเรียนรู้ผ่านโครงงาน ซึ่งบางครั้งโรงเรียนจะไปจับมือกับบริษัทข้างนอก ให้นักเรียนได้ทำโปรเจกต์แก้ปัญหาจริงๆ ให้กับบริษัทนั้นๆ เช่น การคิดแผนการตลาดเพื่อโปรโมตสินค้าใหม่ให้กับแบรนด์ท้องถิ่น หรือการออกแบบแอปพลิเคชันเพื่อแก้ปัญหาบางอย่างในชุมชน
- Hard Skills ที่ได้: การทำวิจัยตลาด, การวางแผนกลยุทธ์, การออกแบบ UX/UI เบื้องต้น, การเขียนแผนธุรกิจ
- Soft Skills ที่ได้: การทำงานเป็นทีม (อันนี้สำคัญมาก!), การแก้ปัญหาที่ซับซ้อน, ความคิดสร้างสรรค์, ทักษะการนำเสนอ
3. การแข่งขันและเวทีประกวด (Competitions & Hackathons)
นี่คือสนามประลองสกิลชั้นดี! หลายๆ บริษัทมักจะจัดเวทีประกวดแผนธุรกิจ, การแข่งขันเขียนโค้ด (Hackathon), หรือการประกวดออกแบบ เพื่อเฟ้นหาไอเดียเจ๋งๆ และคนเก่งๆ รุ่นใหม่ การเข้าร่วมกิจกรรมเหล่านี้ถึงแม้จะไม่ชนะ แต่ประสบการณ์ที่ได้มันล้ำค่ามาก
- Hard Skills ที่ได้: ทักษะเฉพาะทางตามประเภทการแข่งขัน เช่น การเขียนโค้ดแบบเร่งด่วน, การทำ Financial Model, การทำ Pitch Deck
- Soft Skills ที่ได้: การทำงานภายใต้ความกดดัน, การตัดสินใจอย่างรวดเร็ว, ความเป็นผู้นำ, การรับมือกับความล้มเหลวและเรียนรู้จากมัน
4. การเข้าร่วม Workshop หรือค่ายที่จัดโดยองค์กร
หลายองค์กรใหญ่ๆ มักจะจัดกิจกรรมเพื่อสังคม (CSR) ในรูปแบบของค่ายหรือ Workshop ระยะสั้น 1-3 วัน เพื่อให้ความรู้เฉพาะทางกับน้องๆ เช่น ค่ายสอนเขียนโค้ดโดยบริษัทเทค, Workshop สอนการเป็นผู้ประกอบการโดยธนาคาร สิ่งเหล่านี้เป็นโอกาสดีที่เราจะได้เรียนรู้สกิลใหม่ๆ จากมือโปรตัวจริง และยังได้คอนเน็กชันจากเพื่อนๆ ต่างโรงเรียนอีกด้วย
- Hard Skills ที่ได้: ความรู้พื้นฐานในเรื่องนั้นๆ แบบเข้มข้น
- Soft Skills ที่ได้: การสร้างเครือข่าย (Networking), การทำงานกับคนที่ไม่รู้จักมาก่อน, ความกระตือรือร้นในการเรียนรู้
Q&A: คำถามที่พบบ่อยจากชาวมัธยม
รวบรวมคำถามที่น้องๆ น่าจะสงสัยกันอยู่ มาตอบให้เคลียร์ๆ ตรงนี้เลย!
Q: อายุยังไม่ถึง 18 จะมีโอกาสได้ฝึกงานจริงกับบริษัทผ่าน SPU ไหมคะ?
A: มีแน่นอน! มหาวิทยาลัยศรีปทุมมีโครงการที่ทำร่วมกับภาคธุรกิจโดยตรง เช่น Internship และ Project-Based Learning ที่เปิดโอกาสให้นักศึกษาลงสนามจริงตั้งแต่ปี 1 เลย และบางโครงการก็รองรับน้อง ๆ ที่เพิ่งเข้ามหาวิทยาลัยด้วย ทำให้ได้ฝึกสกิลและทำผลงานจริงตั้งแต่อายุยังน้อยครับ
Q: ยังไม่มีประสบการณ์อะไรเลย แล้วจะได้เข้าร่วมโครงการของ SPU ไหวเหรอ?
A: ไม่ต้องห่วงเลย เพราะสิ่งที่ SPU และบริษัทพันธมิตรให้ความสำคัญมากที่สุดคือ “ศักยภาพและความตั้งใจเรียนรู้” เราจะมีอาจารย์พี่เลี้ยงคอยโค้ชและสอนให้ทีละขั้น รวมถึงให้ลองทำโปรเจกต์จริงเพื่อสร้างประสบการณ์ตั้งแต่ 0 จนมีผลงานไปใส่ใน Portfolio ได้เลย
Q: Soft Skills กับ Hard Skills ที่ได้จาก SPU อะไรสำคัญกว่ากัน?
A: ที่ SPU เราเชื่อว่าสำคัญพอ ๆ กันครับ Hard Skills อย่างเช่น การใช้โปรแกรม การเขียนโค้ด การวิเคราะห์ข้อมูล จะทำให้น้อง ๆ “ทำงานได้” แต่ Soft Skills อย่างการทำงานเป็นทีม การสื่อสาร และการแก้ปัญหา จะทำให้น้อง ๆ “ไปได้ไกล” ในสายอาชีพจริง ๆ ที่นี่เราจึงสอนให้ครบทั้งสองด้าน ผ่านการเรียนในคลาส บวกกับการทำงานกับภาคธุรกิจจริง ๆ
Q: จะหาข้อมูลโครงการความร่วมมือกับภาคธุรกิจของ SPU ได้จากที่ไหนบ้าง?
A: มีหลายช่องทางเลยครับ เช่น
-
เพจและเว็บไซต์หลักของ มหาวิทยาลัยศรีปทุม และแต่ละคณะ ที่มักจะประกาศโครงการและกิจกรรมร่วมกับบริษัท
-
ศูนย์สหกิจศึกษาและฝึกประสบการณ์วิชาชีพ (SPU Co-op Center) ที่คอยจับคู่มหาวิทยาลัยกับองค์กรพันธมิตร
-
อาจารย์ที่ปรึกษาประจำคณะ ซึ่งจะอัปเดตข่าวสารโอกาสการฝึกงาน/ทำโปรเจกต์ให้นักศึกษาอยู่เสมอ
-
กลุ่มกิจกรรมของนักศึกษา SPU ที่แชร์ข่าวประกวด แข่งขัน หรือ Workshop จากบริษัทภายนอก
Q: ที่ SPU การได้ร่วมโครงการกับภาคธุรกิจช่วยเรื่องสมัครงานจริง ๆ ไหม?
A: ช่วยมากครับ! เพราะผลงานและ Portfolio ที่มาจากประสบการณ์จริงกับบริษัท จะกลายเป็นจุดแข็งให้น้อง ๆ เวลาสมัครงาน พี่ ๆ ศิษย์เก่า SPU หลายคนก็ได้งานจากการที่บริษัทประทับใจตั้งแต่ตอนฝึกงานหรือทำโปรเจกต์ร่วมกันนี่แหละ
ออกไปลุยกับ SPU เพื่อปลดล็อกตัวเองเวอร์ชันที่ดีที่สุด!
พี่รู้ว่าการก้าวออกจาก Comfort Zone อย่างห้องเรียนและเพื่อนที่คุ้นเคยมันอาจจะน่ากลัว แต่ที่มหาวิทยาลัยศรีปทุม เราจะไม่ปล่อยให้น้องเดินคนเดียว เพราะที่นี่มีโครงการร่วมมือกับภาคธุรกิจจริง ที่จะพาน้องๆ ไปเจอโลกการทำงานตั้งแต่วันแรกที่ก้าวเข้ามาเรียน
การได้ร่วมงานกับบริษัทพันธมิตรของ SPU ไม่ได้เป็นแค่ “ของเท่ๆ ใส่พอร์ต” แต่คือการลงทุนกับอนาคตของน้องจริงๆ น้องจะได้เรียนรู้สกิลที่ตลาดงานต้องการ ค้นพบว่าตัวเองชอบหรือถนัดอะไร ได้สร้างคอนเน็กชันที่มีค่า และยังพัฒนาวุฒิภาวะกับความเข้าใจโลกที่ไม่มีในตำราเรียนอีกด้วย
โลกเปลี่ยนเร็วมาก สกิลที่มีวันนี้ พรุ่งนี้อาจไม่พอแล้วก็ได้ ที่ SPU เราจะโฟกัสให้น้องเป็นคนที่พร้อมเรียนรู้ ปรับตัว และกล้าลองของใหม่ตลอดเวลา ซึ่งนี่แหละคือ Soft Skill สำคัญที่จะทำให้น้องไปได้ไกลกว่าแค่ “เรียนจบ”
เพราะฉะนั้น… ลุยเลย! ไม่ว่าจะเป็นการสมัครฝึกงานกับบริษัทพันธมิตรของ SPU, การทำโปรเจกต์ร่วมกับองค์กรจริง, เข้าประกวดในเวทีแข่งขัน หรือแค่เริ่มจาก Workshop ที่คณะจัดขึ้น วันหนึ่งเมื่อมองย้อนกลับมา น้องจะต้องขอบคุณตัวเองที่ “กล้าพอจะเริ่มต้นที่ SPU” อย่างแน่นอน!
…………………………….
“เรียนกับตัวจริง ประสบการณ์จริง”
มหาวิทยาลัยเอกชนอันดับ 1 ตอบโจทย์ Lifestyle Dek New Gen
พร้อมเป็นที่ 1 ในแบบของตัวเองได้แล้ววันนี้ที่ SPU
>> สมัครออนไลน์ คลิกที่นี่ <<