Behind the Scenes เบื้องหลัง “ฉายหนัง” ครั้งที่ 8 พื้นที่ปั้นคนทำหนังมืออาชีพ
ทุกครั้งที่คำว่า “ฉายหนัง” ปรากฏบนโปสเตอร์สื่อ SPU หลายคนอาจนึกถึงเพียงวันที่ได้เข้าไปชมผลงานของรุ่นพี่ แต่ความจริงแล้วเบื้องหลังเวทีนี้มีมากกว่านั้น คอลัมน์นี้จะพาไปเปิดเบื้องหลังงานฉายหนังของเด็กฟิล์ม SPU ให้เห็นว่าโปรเจกต์นี้ไม่ได้สร้างแค่ภาพยนตร์ แต่กำลังสร้างคนทำหนังมืออาชีพขึ้นมาทีละรุ่น ผ่านประสบการณ์ทำงานจริงที่เข้มข้นและท้าทาย ตั้งแต่ไอเดียแรก จนถึงวันที่ผลงานได้ขึ้นจอในโรงภาพยนตร์ของจริง!
PROFILE :
มิน- อรไพลิน มัดตาเฮด
รุ่นพี่คณะนิเทศศาสตร์
เรียนสาขา : ภาพยนตร์และสื่อดิจิทัล
จบจากโรงเรียน : ศรีพฤฒา
ช่องทางติดตาม :
IG : jiinjikikko
ยินดีต้อนรับน้อง ๆ ปี 1 สู่คณะนิเทศศาสตร์อย่างเป็นทางการ!
เส้นทางสายนี้มีครบทั้งความท้าทาย ความกดดัน ความมันส์ และความภูมิใจในวันที่ผลงานออกมาเป็นรูปเป็นร่าง หวังว่าเราจะได้เรียนรู้ ลองผิดลองถูก และเติบโตไปด้วยกันนะ ยินดีที่ได้เจอในเส้นทางเดียวกันค่ะ
งานฉายหนังจัดเมื่อไหร่ บรรยากาศเป็นยังไง?
ใครมาเรียนสาขานี้จะได้ทำหนังจริงแน่นอน และหนังจะได้ฉายจริงในโรงภาพยนตร์ ในงานฉายหนังที่จัดขึ้นช่วงเดือนธันวาคมก่อนสิ้นปี ซึ่งถือเป็นการปิดปีที่อบอุ่นมาก บรรยากาศในงานเป็นกันเองสุดๆ มีทั้งอาจารย์ ผู้บริหารในมหาวิทยาลัย และเพื่อนๆ มาร่วมชมและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน นี่ไม่ใช่แค่งานฉายหนัง แต่เป็นพื้นที่ที่ทำให้เราได้โชว์ผลงานที่แต่ละคนตั้งใจทำมาตลอดปี ได้ฟังคำแนะนำ ได้กำลังใจ และได้เห็นว่างานของเราสามารถส่งต่อความรู้สึกให้คนดูได้จริงๆ เป็นโมเมนต์ที่ทั้งภูมิใจและซึ้งไปพร้อมกันเลยล่ะ
หลังจบโปรเจกต์ เราเติบโตไปในทิศทางไหน?
สิ่งที่ได้กลับมาไม่ใช่แค่ทักษะการทำหนัง แต่คือการเรียนรู้การทำงานร่วมกับผู้อื่นอย่างแท้จริง หนังหนึ่งเรื่องไม่ได้เกิดจากคนเก่งแค่คนเดียว แต่มาจากการรับฟัง ความเข้าใจ และการลดอัตตาของตัวเองลงบ้าง เพื่อให้งานออกมาดีที่สุด ประสบการณ์ครั้งนี้ทำให้เราโตขึ้นในมุมมองที่มองภาพรวมมากขึ้น และใส่ใจความรู้สึกของคนรอบข้างมากขึ้น
ดียังไงเมื่อมีผู้กำกับมืออาชีพเข้ามาให้คำแนะนำจริงๆ
การทำหนังเราจะได้คอมเม้นต์ตรงๆ จากผู้กำกับมืออาชีพเข้ามาให้คำแนะนำ ทำให้เราเหมือนมีเข็มทิศเพิ่มอีกหนึ่งอัน ได้เห็นมุมมองที่ลึกขึ้น เข้าใจขั้นตอนการทำหนังแบบมืออาชีพมากขึ้น รวมถึงวิธีแก้ปัญหาในกองถ่ายแบบที่เรียนจากตำราไม่ได้ คำแนะนำเหล่านั้นทำให้เรากล้าปรับ กล้าแก้ และกล้าพัฒนางานตัวเองมากขึ้น ที่สำคัญคือเป็นประสบการณ์ที่เราสามารถนำไปต่อยอดในอนาคตได้จริง
โปรเจกต์ฉายหนัง “แสนแสบ” เริ่มต้นจากอะไร?
กลุ่มพี่ได้ทำหนังเรื่องแสนแสบ โดยโปรเจกต์นี้เริ่มจากความสนใจของทีมเราที่อยากพูดถึงปัญหายาเสพติดในชุมชนแออัด ซึ่งเป็นประเด็นที่หลายคนอาจมองข้าม ทั้งยังเกิดขึ้นจริงในสังคมรอบตัว เราจึงอยากหยิบเรื่องเล็กๆ ที่หลายคนอาจไม่เห็น มาตีแผ่ให้ชัดขึ้นผ่านหนังภาพยนตร์
ทำไมถึงเลือกทำหนังแนวนี้?
เราอยากสะท้อนความจริงที่ยังคงมีอยู่ใกล้ตัว ยาเสพติดไม่ได้กระทบแค่ผู้เสพ แต่ส่งผลถึงครอบครัว คนรอบข้าง และอนาคตของใครอีกหลายคน หนังเรื่องนี้เลยโฟกัสไปที่ผลกระทบทางอารมณ์และชีวิตของตัวละคร เพื่อชวนให้ผู้ชมตั้งคำถามกับการตัดสินใจ และเห็นคุณค่าของโอกาสในชีวิตมากขึ้นค่ะ
ใช้เวลาทำหนังนานแค่ไหน และอะไรท้าทายที่สุด?
ภาพยนตร์เรื่องนี้ใช้เวลาทำเกือบ 1 ปีเต็ม ตั้งแต่รวมทีม คิดคอนเซปต์ พัฒนาเรื่อง ถ่ายทำ ไปจนถึงตัดต่อ ความยากที่สุดไม่ใช่แค่เรื่องเทคนิค แต่คือ “การทำงานร่วมกัน” แต่ละคนมีความคิดชัดเจนในแบบของตัวเอง การทำให้งานออกมาลงตัวต้องอาศัยการสื่อสาร การเปิดใจ และการรับฟังกันจริงๆ
ช่วงถ่ายทำก็ท้าทายไม่แพ้กัน ทั้งข้อจำกัดของสถานที่ พื้นที่แคบ สภาพแวดล้อมที่ไม่เอื้ออำนวย ทีมต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้าอยู่ตลอด แต่ทั้งหมดนั้นก็ทำให้เราได้เรียนรู้การทำงานจริง และเห็นคุณค่าของคำว่า “ทีมเวิร์ก” มากขึ้นกว่าเดิม
ได้ใช้สิ่งที่เรียนในห้องบ้างไหม?
คำตอบคือ “ใช้จริงแทบทุกอย่าง” ตั้งแต่การวางแผน การเขียนบท การจัดการกองถ่าย ไปจนถึงการสื่อสารในทีม บทเรียนในห้องเรียนไม่ได้อยู่แค่ในสไลด์ แต่กลายเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้เรารับมือกับปัญหาหน้างานได้อย่างมีระบบ และทำให้เข้าใจว่าทฤษฎีกับการปฏิบัติสามารถเชื่อมกันได้จริง
ฝากถึงเพื่อนในทีม และอาจารย์ที่ปรึกษา
ขอบคุณเพื่อนๆ ทุกคนที่อดทนและตั้งใจมาตลอดเส้นทางนี้ หนังเรื่องนี้จะไม่เกิดขึ้นเลยถ้าไม่มีทีมที่พร้อมรับฟังและช่วยกันประคับประคองงานจนจบ การทำงานครั้งนี้สอนให้รู้ว่า ความมั่นใจในความคิดตัวเองเป็นเรื่องดี แต่การเปิดใจรับฟังคนอื่นสำคัญไม่แพ้กัน การมองภาพรวมและใส่ใจความรู้สึกของกันและกันคือหัวใจของการสร้างผลงานที่ดี และสุดท้าย ขอบคุณอาจารย์ที่ปรึกษาที่คอยชี้แนะและสนับสนุนเสมอ ไม่ใช่แค่ทำให้งานชัดขึ้น แต่ยังทำให้พวกเราเติบโตขึ้นในฐานะคนทำงานจริงๆ ค่ะ