Home Homeroom Earn to Learn กลยุทธ์สร้างคนทำงานได้จริงของ SPU

Earn to Learn กลยุทธ์สร้างคนทำงานได้จริงของ SPU

by author

Earn to Learn กลยุทธ์สร้างคนทำงานได้จริงของ SPU

ช่วงนี้คำว่า “เรียนไปทำงานไป” เริ่มใกล้ตัวมากขึ้น โดยเฉพาะใน SPU ที่มีสถาบันโมเดล “Earn to Learn” แบบจริงจัง แนวคิดนี้ไม่ได้แค่เปลี่ยนวิธีการเรียน แต่กำลังเปลี่ยนวิธีเตรียมตัวเข้าสู่โลกการทำงานของเด็กรุ่นใหม่ แล้วเราจะได้อะไรจากการเรียนแบบนี้บ้าง? มาชวนให้เห็นภาพชัดๆ ไปพร้อมกัน ว่า “Earn to Learn” นั้นมีบทบาทแค่ไหน!

PROFILE :

ผศ.ดร.วิรัช เลิศไพฑูรย์พันธ์ 

รองอธิการบดี มหาวิทยาลัยศรีปทุม

Q : ทำไม ม.ศรีปทุม ถึงเริ่มห้องเรียนที่ “Earn to Learn” ตอนนี้?

A : เพราะโลกการทำงานวันนี้ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป ทุกอย่างเปลี่ยนเร็วขึ้น ขณะที่ภาระทางเศรษฐกิจก็หนักขึ้นสำหรับหลายครอบครัว SPU เลยมองว่า “การเรียนอย่างเดียวไม่พอ” อีกแล้ว นักศึกษาควรได้ ทำงานจริง มีรายได้จริง และเรียนรู้จากประสบการณ์จริง ตั้งแต่ยังเรียนอยู่ “Earn to Learn” จึงไม่ใช่

แค่เรื่อง “หารายได้” แต่คือการเปลี่ยน “รายได้” ให้กลายเป็น “ห้องเรียน อีกแบบหนึ่ง” เด็กจะได้ทั้งทักษะในการ

– ช่วยแบ่งเบาครอบครัว

– สร้างความมั่นใจ

– ค้นพบคุณค่าของตัวเอง

เพราะมหาวิทยาลัยยุคใหม่ ไม่ใช่แค่พาเด็กเรียนจบ แต่ต้องพาเขา “ยืนได้จริง” ในโลกของการทำงาน

Q : สำหรับตัวเด็กเอง ทำไม “เรียนอย่างเดียว” ถึงไม่พอแล้ว?

A : เพราะโลกนี้ไม่ได้ให้รางวัลกับ “คนที่รู้” แต่ให้รางวัลกับ “คนที่ทำได้” การเรียนในห้องยังสำคัญ แต่ถ้าไม่มีพื้นที่ลงไปทำจริงเลย เด็กจะขาดทักษะหลายอย่าง เช่น การลองผิดลองถูก การรับแรงกดดัน การเจอลูกค้าจริง และการทำงานตามเวลาที่กำหนดไว้จริงๆ สิ่งเหล่านี้… ไม่มีสอนในตำรา แต่วันนี้องค์กรมองหา “คนทำงานเป็น” ไม่ใช่แค่ “คนเก่งทฤษฎี” SPU เลยเปลี่ยนแนวคิดให้การทำงาน = ส่วนหนึ่งของการเรียน ผลที่เห็นชัดคือ เด็กที่เริ่มทำงานตั้งแต่ยังเรียนจะเริ่มกล้าคิด กล้าตัดสินใจ เข้าใจคนอื่นมากขึ้น และที่สำคัญ “เชื่อมั่นในตัวเองมากขึ้น”

Q : เด็ก SPU เริ่มต้นหารายได้จากที่ไหน?

A :  เป้าหมายไม่ใช่เริ่มต้นให้ใหญ่ แต่คือ “เริ่มให้เหมาะกับตัวเอง แล้วค่อยๆ เติบโต” เราอาจเริ่มต้นจากคำถามง่ายๆ เช่น “ถนัดอะไร และอยากไปทางไหน?” จากนั้นค่อยดูว่างานที่สนใจต้องใช้ทักษะอะไร แล้วเริ่มพัฒนาตัวเองให้ตรงจุด แต่ที่ SPU เด็กไม่ได้ต้องเดินคนเดียว เพราะมหาวิทยาลัยช่วยตั้งแต่

  • ค้นหาความถนัด
  • ปูพื้นฐานทักษะ
  • สร้าง Portfolio ไปจนถึงเชื่อมต่อทักษะเข้ากับการ “รับงานจริง”

และเส้นทางเริ่มต้นที่ SPU นั้นมีหลายแบบ ตั้งแต่งานพาร์ทไทม์ งานฟรีแลนซ์ งานโปรเจกต์วิชาชีพ หรือสหกิจแบบมีรายได้

Q : SPU เตรียมอะไรไว้ให้เด็กที่อยาก “หาเงินได้จริง”?

A :  SPU ไม่ได้มองเรื่องนี้เป็นกิจกรรมเสริม แต่สร้างเป็น “ระบบ” ที่จริงจัง เมื่อเด็กพร้อมก็จะเข้าสู่ Work-based Learning System ตัวอย่างสิ่งที่มีให้คือ

  • หน่วยงานกลางรับงานวิชาชีพจากภายนอก เช่น D-Club, SIM Agency, BIM Club ซึ่งรับงานจากลูกค้าจริง มีรายได้จริง และมีอาจารย์ช่วยดูแลคุณภาพ
  • แพลตฟอร์มหางาน เช่น BUSWORK, RubJob ที่ช่วยจับคู่นักศึกษากับงานจากธุรกิจ
  • งาน Part-time สำหรับมือใหม่ สำหรับนักศึกษาที่อยู่ในช่วงเริ่มต้น เพื่อให้มีรายได้และได้ฝึกทักษะพื้นฐานจากงานที่เหมาะสม
  • ทำความร่วมมือกับองค์กรจริง คือฝึกงานแบบมีรายได้ (Paid Co-op) หรือทำงานจริงก่อนเรียนจบ

ทั้งหมดนี้ทำให้ Earn to Learn ไม่ใช่แค่ “หาเงิน” แต่คือ เส้นทางการเติบโตที่ถูกออกแบบไว้แล้ว

Q : อีก 3–5 ปี SPU จะพัฒนาเรื่องนี้ไปยังไง?

A :  เป้าหมายคือไปให้ไกลกว่า “มหาวิทยาลัย” SPU อยากเป็น Career & Enterprise Hub ที่เชื่อม “คน – งาน – ธุรกิจ” เข้าด้วยกันในอนาคต ภาคธุรกิจจะมอง SPU เป็นแหล่ง Talent นักศึกษาจะมีผลงานจริงตั้งแต่ยังเรียนและมีโอกาสเจอลูกค้าและโจทย์จริงตลอดเวลา ที่น่าสนใจคือเด็กอาจไม่ได้แค่ “รับงานอย่างเดียว” แต่สามารถ “สร้างบริษัทของตัวเอง” ได้ ด้วยพลังของ AI, AI Agency (AI-powered entrepreneurs) และระบบบ่มเพาะของมหาวิทยาลัย จนเกิดสิ่งที่เรียกว่า One-person company และเป้าหมายสุดท้ายคือ เราสร้างคนที่ไม่ใช่แค่ “พร้อมทำงาน” แต่ “สร้างงาน สร้างธุรกิจ และสร้างคุณค่าใหม่” ให้เศรษฐกิจไทยได้ด้วยครับ

Q : ถ้า “ยังไม่เก่ง” จะหาเงินยังไง?

A :  SPU ไม่เชื่อว่าโอกาสควรเป็นของ “คนเก่งเท่านั้น” แต่เชื่อว่า ทุกคนเก่งขึ้นได้ ถ้าอยู่ในระบบที่ใช่ สิ่งที่เราทำคือมีงานหลายระดับให้เริ่ม, มี mentor คอยดูแล, มี club ให้ฝึกและเติบโตไปด้วยกัน สิ่งที่เด็กจะเปลี่ยนไปคือไม่ใช่แค่ “ทักษะ” แต่คือ “ความเชื่อในตัวเอง” วันที่เด็กคนหนึ่งทำงานได้ และมีคน “ยอมจ่ายเงินให้” วันนั้น เขาจะไม่เหมือนเดิมอีกเลย

Q : SPU อยากเห็นเด็กเปลี่ยนไปยังไงหลังเรียนจบ?

A :  SPU อยากเห็นเด็กที่ไม่ใช่เป็นแค่ “บัณฑิต” แต่คือ “คนรุ่นใหม่ที่ยืนได้ด้วยตัวเอง” เขาจะรู้ว่าตัวเองทำอะไรได้ มีทักษะที่พิสูจน์ได้จริง และมีงานทำตั้งแต่ยังไม่จบ สิ่งสำคัญที่สุดคือมีความมั่นใจว่า “เขาสามารถสร้างชีวิตของตัวเองได้” ไม่ว่าจะเป็นพนักงานมืออาชีพ หรือเจ้าของธุรกิจ และนี่แหละคือความหมายของคำว่า Earn to Learn ครับ

You may also like