สภาอุตสาหกรรมฯ จับมือ ม.ศรีปทุม เผยผลสำรวจค่าจ้างและสวัสดิการ ปี55/56

27 มี.ค. 2556

สถาบันเสริมสร้างขีดความสามารถมนุษย์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย จับมือ วิทยาลัยบัณฑิตศึกษาด้านการจัดการ มหาวิทยาลัยศรีปทุม ทำโครงการสำรวจค่าจ้างและสวัสดิการ ประจำปี 2555/2556  โดยการสำรวจครั้งนี้มีสถานประกอบการ 343 แห่ง จาก 23 กลุ่มธุรกิจอุตสาหกรรม ทั่วประเทศเข้าร่วมโครงการ

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ประพันธ์ ชัยกิจอุราใจ ผู้อำนวยการหลักสูตรวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการจัดการทรัพยากรมนุษย์ วิทยาลัยบัณฑิตศึกษาด้านการจัดการ มหาวิทยาลัยศรีปทุม กล่าวว่า ค่าจ้างขั้นต้นโดยเฉลี่ยจำแนกตามระดับวุฒิการศึกษาพบว่า ค่าจ้าง ปวช. 8,934 บาท ปวส. 9,718 บาท ปริญญาตรี 12,863 บาท ปริญญาโท 18,560 บาท และปริญญาเอก 28,468 บาท

โดยกลุ่มนี้เงินเดือนแรกจ้างผู้ที่จบปริญญาตรีในสาขาเกษตรศาสตร์จะมีค่าจ้างเฉลี่ยต่ำสุดอยู่ที่ 11,867 บาท ขณะที่สาขาวิศวกรรมได้ค่าจ้างสูงสุดเฉลี่ยอยู่ที่ 15,588 บาท  สาขาเภสัชศาสตร์ 14,640 บาท สาขาสัตว์แพทย์ 13,676 บาท สาขาวิทยาศาสตร์ 13,520 บาท สาขาคอมพิวเตอร์ 13,322 บาท สาขาพยาบาลศาสตร์ 12,785 บาท สาขานิติศาสตร์ 12,749 บาท  สาขาเทคโนโลยีอาหาร 12,629 บาท สาขาบัญชี และการเงิน 12,600 บาท สาขาเศรษฐศาสตร์ 12,576 บาท สาขานิเทศศาสตร์ 12,541 บาท   สาขามนุษย์ศาสตร์/ศิลปศาสตร์/อักษรศาสตร์ 12,533 บาท  สาขารัฐศาสตร์ 12,433 บาท  สาขาศึกษาศาสตร์ 12,279บาท  สาขาบริหารธุรกิจ 12,169 บาท สาขาสังคมศาสตร์ 12,146 บาท  สาขาคหกรรมศาสตร์ 11,988 บาท  ระดับปริญญาโท สาขาวิศวกรรม เงินเดือนแรกจ้างอยู่ที่ 20,030 บาท สาขาวิทยาศาสตร์ 18,938 บาท สาขาคอมพิวเตอร์ 18,260 บาท สาขาบริหารธุรกิจ 17,552 บาท สาขาบัญชีและการเงิน 17,687 บาท และสาขาสังคมศาสตร์ 15,000 บาท

ส่วนค่าจ้างของผู้มีประสบการณ์โดยเฉลี่ยจำแนกตามระดับตำแหน่ง พบว่า ค่าจ้างพนักงานปฏิบัติการ 11,561 บาท  เจ้าหน้าที่ 17,352 บาท ผู้ชำนาญการทางวิชาชีพ  23,731 บาท  ผู้บริหารกลุ่มงานระดับต้น  28,175 บาท ผู้บริหารกลุ่มงานระดับกลาง  51,993 บาท และ ผู้บริหารกลุ่มงานระดับสูง  106,303 บาท  ผู้บริหารกลุ่มงาน 5 อันดับแรกที่มีค่าจ้างเฉลี่ยสูงสุด ได้แก่ กลุ่มงานกฎหมาย กลุ่มงานเทคโนโลยีสารสนเทศ กลุ่มงานบัญชีการเงิน  กลุ่มงานการตลาด และ กลุ่มงานวิศวกร

การขึ้นเงินเดือนประจำปี 2555 (หลัง 1 เม.ย.) เฉลี่ยของทุกกลุ่มธุรกิจอยู่ที่ 9.92% โดยกลุ่มธุรกิจที่มีการปรับขึ้นเงินเดือนสูงที่สุด 5 อันดับ ได้แก่ กลุ่มอัญมณี 14.29%, กลุ่มเคมี 10.63%, กลุ่มยา 10.46%, กลุ่มยานยนต์ 10.29% และกลุ่มไฟฟ้า 9.52%

สำหรับการจ่ายโบนัสทุกกลุ่มธุรกิจอุตสาหกรรมเฉลี่ย 2.28 เดือน กลุ่มธุรกิจอุตสาหกรรมที่มีการจ่ายโบนัสสูง  ได้แก่ กลุ่มชิ้นส่วนและอะไหล่ 8 เดือน, กลุ่มไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์, กลุ่มพลังงาน, กลุ่มเคมี, กลุ่มเซรามิค และ กลุ่มการค้าบริการและอื่น ๆ  6 เดือนเท่ากัน

อัตราการเข้าออกของพนักงาน (Turnover Rate) ทุกกลุ่มธุรกิจเฉลี่ย 20.33 % โดยเหตุผลการลาออกสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ ค่าตอบแทน สวัสดิการ, เจ็บป่วย ศึกษาต่อ กลับต่างจังหวัด ต้องดูแลบุคคลในครอบครัว และ ความสัมพันธ์ในที่ทำงาน เช่น หัวหน้างาน หรือ เพื่อนร่วมงาน

โดยตั้งข้อสังเกตว่า เมื่อเปรียบเทียบค่าจ้างที่เพิ่มขึ้น  ก่อนการปรับค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาท ทิศทางการปรับค่าจ้างขั้นต้นเพิ่มขึ้น  ปริญญาตรี จะสูงกว่า ปวส. และ ปวช.  แต่หลังการปรับค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาท ทิศทางการปรับค่าจ้างเปลี่ยนทิศทาง เป็น ปริญญาตรี จะต่ำกว่า ปวส. และ ปวช. เช่น  เปรียบเทียบ ปี 54/55  ปรับค่าจ้างเพิ่มขึ้น ปวช. 28.49 %  ปวส. 21.41 %  ปริญญาตรี 4.55 %  เป็นต้น ทั้งนี้อาจเนื่องมาจากการปรับผลกระทบตามค่าจ้างขั้นต่ำ   เมื่อเปรียบเทียบค่าจ้างขั้นต่ำของไทย - อาเซียน  การจ้าง 1 คนไทย เท่ากับ 2 คนอินโด เท่ากับ 3 คนลาว เท่ากับ 4 คนเวียดนาม เท่ากับ 5 คนกัมพูชา และ เท่ากับ  6 คนพม่าโดยประมาณ  ทำให้ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมต้องมีการปรับตัวอย่างหนัก โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเข้มข้นหรือจำเป็นต้องใช้แรงงานจำนวนมาก  อาจต้องย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศอาเชียนที่ยังมีค่าจ้างถูก โดย เวียดนามถูกมองว่ามีศักยภาพสูงในการเป็นฐานการผลิตของภูมิภาค  ส่วนอุตสาหกรรมในประเทศที่ยังต้องการผู้ใช้แรงงาน (Unskilled Workers) จะทำให้เกิดการทะลักของแรงงานต่างด้าวมากกว่าเดิม  โดยจะเป็นแรงงานชาวกัมพูชาที่เพิ่มขึ้น ทดแทนแรงงานชาวพม่าที่ลดลง สืบเนื่องจากการเปิดประเทศของพม่า ที่ทำให้แรงงานพม่ากลับประเทศจำนวนมาก   ดังนั้นทิศทางอุตสาหกรรมของประเทศจะถูกปรับไปสู่อุตสาหกรรมที่เน้นการใช้เครื่องจักร เทคโนโลยี นวัตกรรม แทนแรงงานคนมากขึ้น  เน้นใช้แรงงานที่มีฝีมือ (Skilled Workers) และเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานมากยิ่งขึ้น อย่างหลีกเลี่ยงได้ยาก