ศรีปทุมโพลล์ 3/54 เปิด 3 ผลงานเด่นสุด และ 3 ผลงานแย่สุด

28 ก.ย. 2554

ศรีปทุมโพลล์ 3/54

ประเมินผลงานรัฐบาลครบ 1 เดือน

รองศาสตราจารย์ สมชัย ศรีสุทธิยากร ผู้อำนวยการหลักสูตรปริญญาโท และปริญญาเอก ทางรัฐประศาสนศาสตร์ และผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและติดตามนโยบายภาครัฐ (Policy Watch and Research Center)  มหาวิทยาลัยศรีปทุม แถลงผลการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนกลุ่มตัวอย่างจากทั่วประเทศ จำนวน 1,361 ราย ระหว่างวันที่ 22 – 24 กันยายน 2554 เกี่ยวกับความคิดเห็นต่อการทำงานครบรอบ 1 เดือน ของรัฐบาล นายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์  ชินวัตร  โดยมีประเด็นให้ประเมินถึงผลการทำงานในด้านต่างๆ ที่เป็นผลงานสำคัญ หรืออยู่ในความคาดหวังของประชาชนจำนวน 14 เรื่อง โดยให้คะแนน น้อยสุด 1 คะแนน และ มากสุด 10 คะแนน  สรุปผลเป็นที่น่าสนใจดังนี้

เปิด 3 ผลงานเด่นสุด  และ 3 ผลงานแย่สุด

ผลงานเด่นสุด 3 ลำดับแรก คือ อันดับแรก คือ การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับเพื่อนบ้าน ได้คะแนนเฉลี่ย 6.494 คะแนนจาก 10

รองลงมา คือ การแก้ไขปัญหายาเสพติด และ การแก้ไขปัญหาน้ำท่วม  ด้วยคะแนนเฉลี่ย 6.145 และ 6.141 ตามลำดับ

ผลงานแย่สุดรั้งท้าย 3 ลำดับ คือ  การแก้ไขปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้  มีคะแนนน้อยที่สุด คือ 5.027  การจัดการกับปัญหาทุจริตคอรัปชั่น และ การสร้างความปรองดองสมานฉันท์ในสังคม ได้คะแนน 5.156  และ 5.354  ตามลำดับ

ลำดับ ประเด็น ค่าเฉลี่ย
1 การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับเพื่อนบ้าน 6.494
2 การแก้ไขปัญหายาเสพติด 6.145
3 การแก้ปัญหาน้ำท่วม 6.141
4 การให้เสรีภาพในการสื่อสารและการใช้สื่อของรัฐอย่างเป็นกลาง 6.091
5 การเพิ่มรายได้ให้แก่ประชาชน 6.023
6 การปกป้องผลประโยชน์ของชาติ 6.001
7 การป้องกันประเทศและรักษาอธิปไตยของชาติ 5.958
8 การแก้ไขปัญหาราคาสินค้าเกษตร 5.708
9 การปฏิรูปการศึกษา 5.674
10 การแก้ไขปัญหาราคาสินค้า ลดค่าครองชีพประชาชน 5.615
11 การแต่งตั้ง โยกย้ายข้าราชการจากหลักความรู้ความสามารถ 5.708
12 การสร้างความปรองดองสมานฉันท์ 5.354
13 การจัดการกับปัญหาทุจริตคอรัปชั่น 5.156
14 การแก้ปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ 5.027

ประเด็นอภิปราย

1. สิ่งที่ประชาชนเห็นเป็นผลงานของรัฐบาลชุดนี้อย่างโดดเด่น คือ การสร้างความสัมพันธ์กับเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะประเทศกัมพูชา ซึ่งมีปัญหาความตึงเครียดจนถึงการใช้กำลังทหารปะทะและต้องอพยพประชาชนหนีในรัฐบาลชุดที่แล้ว ในขณะที่รัฐบาลชุดปัจจุบัน สามารถสร้างการยอมรับจากผู้นำเขมรได้ มีการเดินทางไปเยี่ยมเยือนและได้รับการต้อนรับอย่างดียิ่ง จึงเป็นสัญลักษณ์ที่แสดงให้เห็นสัมพันธไมตรีที่ดีกับประเทศเพื่อนบ้าน แต่ประเด็นที่ควรวิตก คือ ประชาชนส่วนหนึ่งยังตั้งข้อสงสัยในเรื่องผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่ทับซ้อน  ปัญหาการเจรจาเพื่อรักษาอธิปไตยบริเวณปราสาทเขาพระวิหาร และความสามารถในการเจรจาเพื่อปล่อยตัวคนไทยที่ต้องโทษ  ซึ่งหากไม่มีความคืบหน้าในเรื่องดังกล่าว อาจทำให้คะแนนนิยมลดลงได้

2. ปัญหายาเสพติด เป็นปัญหาที่เรื้อรังและขยายวงกว้างในสังคมไทย  ดังนั้น เมื่อรัฐบาลประกาศเอาจริงเอาจัง และสามารถทำให้เกิดการหยุดชะงักชั่วคราว จึงเป็นประเด็นที่ได้คะแนนจากประชาชน  เช่นเดียวกับปัญหาน้ำท่วม  ซึ่งประชาชนเห็นถึงความเอาจังเอาจังของรัฐบาลในการลงพื้นที่ การออกมาตรการต่าง ๆ เพื่อช่วยเหลือบรรเทาทุกข์ จึงถือเป็นประเด็นผลงานที่ประชาชนให้คะแนนในลำดับสูง  อย่างไรก็ตาม หากแก้แล้วไม่ได้ผล  เช่น ยังมีการระบาดของยาเสพติดเพิ่มมากขึ้นต่อไป หรือการขยายตัวของพื้นที่น้ำท่วมด้วยเหตุธรรมชาติ และความสามารถที่อ่อนด้อยของหน่วยงานภาครัฐ อาจเป็นผลให้คะแนนนิยมในเรื่องดังกล่าวลดลงได้

3. ปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ยังเป็นประเด็นที่ประชาชนทั้งประเทศ เห็นว่ารัฐบาลชุดนี้แก้ปัญหาไม่ได้ผล  เนื่องจากเหตุการณ์ความรุนแรงยังคงอยู่  มีการโยกย้ายบุคลากรที่มีความสามารถในการรับผิดชอบพื้นที่  และยังยึดติดกับนโยบายการใช้ความรุนแรงในแก้ปัญหาในสมัยรัฐบาลทักษิณ ที่ทำให้เหตุการณ์บานปลาย  ส่วนปัญหาทุจริตคอรัปชั่น ยังมิได้ลดน้อยลง แสดงถึงความรู้สึกที่ยังไม่ไว้วางใจนักการเมือง ว่าจะเข้ามาแสวงหาผลประโยชน์ และรัฐบาลยังไม่ได้ดำเนินการใด ๆ ให้เห็นเป็นรูปธรรมว่าจะจัดการกับปัญหาดังกล่าวได้อย่างไร  รวมถึงมีการตั้งข้อสังเกตจากหลายฝ่ายเกี่ยวกับนโยบายต่าง ๆ ที่รัฐออกมา อาจเป็นการทุจริตเชิงนโยบาย เพื่อเอื้อเประโยชน์ให้แก่ธุรกิจของตนเอง จึงเป็นประเด็นที่รัฐบาลควรระมัดระวังและให้ความสำคัญ  มิฉะนั้นจะกลายเป็นประเด็นสาเหตุของการล้มรัฐบาลได้

4. ปัญหาความปรองดองสมานฉันท์ของคนในชาติ และปัญหาการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ เป็น จุดด้อยในสายตาของประชาชนเช่นกัน โดยอยู่ในอันดับท้ายๆ โดยประชาชนยังไม่เห็นภาพของสังคม                ที่ปรองดองสมานฉันท์  การแก้ไข ไม่แก้แค้น อย่างที่พรรคเพื่อไทยเคยหาเสียง รวมถึงข้อเสนอต่าง ๆ  ที่นำไปสู่ความขัดแย้งถูกนำมาโยนหินถามทางในหลายเรื่อง  เช่น ประเด็นการแก้รัฐธรรมนูญ ประเด็นการนิรโทษกรรมการเมือง เช่นเดียวกับการโยกย้ายข้าราชการระดับสูง ที่เห็นว่าเป็นคนของรัฐบาลชุดที่แล้ว หรือการปูทางให้ข้าราชการที่เป็นคนใกล้ชิด ขึ้นมาดำรงตำแหน่งระดับสูงต่าง ๆ ซึ่งแม้ว่าความรู้สึกในเรื่องดังกล่าวจะยังไม่รุนแรง แต่ก็เป็นประเด็นสะสมที่นำไปสู่ความรู้สึกไม่ดีต่อรัฐบาลในอนาคตได้ ดังนั้นจึงเป็นประเด็นที่รัฐบาลอาจต้องใจเย็นมากขึ้น ไม่เร่งรีบดำเนินการ ซึ่งจะนำไปสู่การสิ้นสุดของรัฐบาลเร็วกว่าที่คิด

คะแนนนิยม นายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ สอบผ่าน  แต่คะแนนไม่สวย

นายกรัฐมนตรีได้คะแนนความสามารถในการทำงาน 6.341 ในขณะที่คณะรัฐมนตรีได้คะแนนความสามารถในการทำงานเพียง 6.073

พื้นที่ คะแนนนิยมนายกรัฐมนตรี คะแนนนิยม ครม.
ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน
ทั้งประเทศ 6.341 2.4304 6.073 2.2736
ภาคเหนือ 7.040 2.2835 6.745 2.3196
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 6.635 2.4208 6.501 2.2492
ภาคตะวันตก 6.151 2.4270 6.000 1.9726
ภาคกลาง 6.124 2.4339 5.913 2.2409
ภาคตะวันออก 6.117 2.5036 5.717 2.3164
ภาคใต้ 6.033 2.3914 5.557 2.2405

ประเด็นอภิปราย

1.  คะแนนนิยม นายกรัฐมนตรี ทั้งประเทศ อยู่ที่ค่าเฉลี่ย  6.341  จาก 10 หรือคิดเป็นร้อยละ 63.40  ซึ่งแม้จะเกินครึ่ง แต่ไม่ถือว่าสูงมากนัก ซึ่งหากเป็นรัฐบาลชุดก่อน ๆ ที่ผ่านมา ในช่วง 3 – 6 เดือนแรก จะถือเป็นช่วงที่ประชาชนยังให้โอกาสการทำงานแก่รัฐบาล (เป็น Honeymoon Period) ดังนั้น การเปิดตัวในเดือนแรกด้วยคะแนนเกินครึ่งไปไม่มาก จึงเป็นสัญญาณที่น่าเป็นห่วง โดยนายกรัฐมนตรีจะต้องทำงานหนักขึ้น จึงจะได้คะแนนนิยมที่เพิ่มขึ้น และเมื่อพิจารณาถึงค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) ที่แสดงการกระจายของข้อมูล พบว่ามีค่าเบี่ยงเบนมากถึง 2.4304 แสดงให้เห็นว่ามีผู้ให้คะแนนการทำงานแก่นายกรัฐมนตรีทั้งแบบรักสุด คือ 10 เต็ม และ ชังสุด คือ 1 คะแนน กระจายกันแบบไม่เกาะกลุ่ม แสดงให้เห็นถึงความรู้สึกทั้งยอมรับและไม่ยอมรับผู้นำรัฐบาลที่ยังคงมีอยู่ในสังคมไทย

2.  เมื่อพิจารณารายภาค พบว่า  คะแนนนิยมนายกรัฐมนตรี ได้รับคะแนนสูงสุดในภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ  และลดลงในภาคต่าง ๆ และลดลงต่ำสุดในภาคใต้  อย่างไรก็ตาม คะแนนนิยมในทุกภูมิภาคยังอยู่ในช่วง 6 – 7 คะแนน และสามารถอธิบายถึงความแตกต่างของคะแนนนิยม ได้จากพื้นฐานคะแนนนิยมพรรคและจำนวน สส. ที่มีในแต่ละภูมิภาค ในขณะที่ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานยังคงมีมากในทุกภูมิภาค แสดงถึงความแตกต่างในความนิยมที่สุดขั้วยังคงปรากฏในทุกภูมิภาคของประเทศ โดยมีความแตกต่างสูงสุดในภาคตะวันออก

3. คะแนนนิยมคณะรัฐมนตรี ต่ำกว่านายกรัฐมนตรีในทุกภูมิภาค โดยในแบบแผนเดียวกันกับคะแนนนิยมนายกรัฐมนตรี แสดงให้เห็นว่าคณะรัฐมนตรีชุดปัจจุบันไม่ได้มีความโดดเด่นเท่าที่ควร เนื่องจากการแต่งตั้ง ได้รับคำวิจารณ์ว่า มาจากความใกล้ชิดจากพรรคทางการเมือง และเป็นลักษณะการต่างตอบแทนมากกว่าการพิจารณาจากความรู้ความสามารถ ซึ่งเป็นโจทย์ที่คณะรัฐมนตรีต้องแสดงความรู้ความสามารถให้เป็นที่ยอมรับของประชาชนให้มากกว่านี้

เปิดคะแนนนิยมรัฐมนตรี “เฉลิม” นำลิ่ว

“เฉลิม” “ยงยุทธ” และ “วรวัจน์”  เป็น 3 รัฐมนตรีที่ทำงานเข้าตาประชาชนมากที่สุด โดยเฉพาะ ร้อยตำรวจเอกเฉลิม อยู่บำรุง (รองนายกรัฐมนตรี) ได้ร้อยละ 22.6  นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ์ (รองนายกรัฐมนตรี) ได้ร้อยละ 16.0  และนายวรวัจน์  เอื้ออภิญญกุล (รมต.กระทรวงศึกษาธิการ) ได้ร้อยละ 7.5

ในขณะที่ กิตติศักดิ์”  “ชัชจ์” และ “ฐานิสร์”   เป็น 3 รัฐมนตรีที่ไม่เข้าตา ในสายตาของประชาชน โดยนายกิตติศักดิ์ หัตถสงเคราะห์ (รมช.กระทรวงคมนาคม) ถูกระบุเป็นรัฐมนตรีที่ทำงานเข้าตาประชาชน เพียงร้อยละ 0.1   พลตำรวจโท ชัชจ์  กุลดิลก (รมช.กระทรวงคมนาคม) เช่นกัน ร้อยละ0.3 และนายฐานิสร์ เทียนทอง (รมช.กระทรวงมหาดไทย) ร้อยละ 0.3

ลำดับ รัฐมนตรีที่มีผลงานเข้าตามากที่สุด
ชื่อ ตำแหน่ง ร้อยละ
1 รตอ. เฉลิม อยู่บำรุง รองนายก 22.6
2 ยงยุทธ วิชัยดิษฐ์ รองนายก และ รมต.มหาดไทย 16.0
3 วรวัจน์ เอื้ออภิญญวงศ์ รมว.ศึกษาธิการ 7.5
4 ชุมพล ศิลปอาชา รองนายก และ รมต.ท่องเที่ยว 4.2
5 ธีระ วงศ์สมุทร รมว.เกษตรฯ 4.1
6 พรศักดิ์ เจริญประเสริฐ รมช. เกษตรฯ 3.9
7. วิทยา บุรณศิริ รมว.สาธารณสุข 3.1
8. ธีระชัย ภูวนาทนรานุบาล รมว. คลัง 2.9
9. พลเอกยุทธศักดิ์ ศศิประภา รมว.กลาโหม 2.7
10. ปรีชา เร่งสมบูรณ์สุข รมว.ทรัพยากรธรรมชาติฯ 2.4
11. ศิริวัฒน์ ขจรประศาสน์ รมช.พาณิชย์ 2.4
12. สุรพงษ์  โตวิจักษ์ชัยกุล รมว.ต่างประเทศ 2.2
13. พิชัย  นริพทะพันธุ์ รมว.พลังงาน 2.0
14. บุญทรง เตริยาภิรมย์ รมช.คลัง 1.6
15. พลตำรวจเอกประชา พรหมนอก รมว.ยุติธรรม 1.6
16 กิตติรัตน์  ณ ระนอง รองนายรัฐมนตรี 1.5
17. สันติ  พร้อมพัฒน์ รมว. พัฒนาสังคมฯ 1.5
18. บุญรื่น  ศรีธเรศ รมช.ศึกษาธิการ 1.5
19. ต่อพงษ์  ไชยสาส์น รมช. สาธารณสุข 1.5
20. สุรวิทย์ คนสมบูรณ์ รมว.สำนักนายกฯ 1.4
21. ภูมิ  สาระผล รมช.พาณิชย์ 1.4
22. ชูชาติ หาญสวัสดิ์ รมช. มหาดไทย 1.4
23. สุรพงษ์ อึ้งอัมพรวิไล รมช.ศึกษาธิการ 1.4
24. โกวิท วัฒนะ รองนายกรัฐมนตรี 1.3
25. วิรุฬ  เตชะไพบูลย์ รมช.คลัง 1.3
26. อนุดิษฐ์  นาครทรรพ รมว.เทคโนโลยีฯ 1.3
27. เผดิมชัย สะสมทรัพย์ รมว.แรงงาน 1.0
28 วรรณรัตน์ ชาญนุกูล รมว.อุตสาหกรรม 0.9
29. กฤษณา  สีหลักษณ์ รมว.สำนักนายกฯ 0.8
30. พล.อ.อ.สุกำพล  สุวรรณทัต รมต.คมนาคม 0.6
31. ปลอดประสพ สุรัสวดี รมว.วิทยาศาสตร์ 0.6
32. สุกุมล  คุณปลื้ม รมต. วัฒนธรรม 0.5
33. ชัชจ์  กุลดิลก รมช.คมนาคม 0.3
34. ฐานิสร์ เทียนทอง รมช. มหาดไทย 0.3
35. กิตตศักดิ์ หัตถสงเคราะห์ รมช.คมนาคม 0.1

ประเด็นอภิปราย

1.  รัฐมนตรีที่มีผลงานโดดเด่นที่สุดในสายตาประชาชน คือ รตอ.เฉลิม อยู่บำรุง มาจากความถี่ในการสัมภาษณ์สื่อมากที่สุด และทำหน้าที่เหมือนโฆษกรัฐบาลหรือเป็นหัวหน้ารัฐบาลเองในบางครั้ง  รองลงมา คือ นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ์  จากผลงานในฐานะ รมต.มหาดไทย ที่ลงไปแก้ไขปัญหาน้ำท่วมอย่างจริงจังและต่อเนื่อง  ส่วนนายวรวัจน์ เอื้ออภิญญากุล มาจากการเป็นนักการเมืองเก่าและการให้สัมภาษณ์ถึงแนวทางในการปฏิรูปการศึกษาในมุมมองใหม่ซึ่งมีความน่าสนใจ

2.  กระทรวงในสังกัดของพรรคชาติไทย มีผลงานค่อนข้างโดดเด่นในตาประชาชน คือ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และกระทรวงเกษตร  ส่วนหนึ่งเกิดขึ้นจากการเป็นนักการเมืองเก่า เช่น นายชุมพล ศิลปอาชา  และมาจากความต่อเนื่องในการทำงานในฐานะรัฐมนตรีเจ้าของกระทรวงเดิม คือ กระทรวงท่องเที่ยวและกระทรวงเกษตร ฯ ที่พรรคชาติไทยผูกขาดมาตั้งแต่รัฐบาลที่แล้ว  ทำให้สามารถสร้างผลงานต่อเนื่อง เป็นที่ยอมรับของประชาชนได้

3.กระทรวงคมนาคม เป็นกระทรวงที่รับการประเมินความสามารถต่ำสุด ทั้งรัฐมนตรีว่าการและรัฐมนตรีช่วย  ทั้งนี้ เนื่องจากนโยบายต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับคมนาคม มักเป็นนโยบายที่ต้องใช้เวลาในการดำเนินการ และ สิ่งที่เป็นรูปธรรมต่าง ๆ ยังไม่เกิดขึ้น  เช่น การลดค่าโดยสารรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย เป็นต้น


4.รัฐมนตรีที่เป็นทายาทของตระกูลการเมืองต่างๆไม่ได้แสดงความสามารถ เป็นที่ประจักษ์แก่ประชาชน เช่น ตระกูลเทียนทอง  คุณปลื้ม โดยมีคะแนนนิยมอยู่ในตำแหน่งรั้งท้าย แสดงถึงการได้มาซึ่งตำแหน่งมาจากเป็นทายาททางการเมือง  มากกว่าความรู้ความสามารถ ซึ่งถือเป็นจุดด้อยของรัฐบาลปัจจุบัน

5. รัฐมนตรีที่กำกับสื่อของรัฐ คือ รมต.ประจำสำนักนายกฯ  นส.กฤษณา สีหลักษณ์ ได้รับการประเมินในอันดับค่อนข้างท้าย เช่นเดียวกับ รมต. ที่ออกสื่อบ่อย เช่น นายปลอดประสพ สุรัสดี อยู่ในอันดับท้าย ๆ เช่นกัน  เนื่องจาก นส.กฤษณา  สีหลักษณ์  ยังไม่สามารถใช้สื่อให้เกิดผลอย่างเต็มที่ และได้รับการวิจารณ์จากผู้สนับสนุนรัฐบาลด้วยกันเองค่อนข้างมาก ในขณะที่ นายปลอดประสพ สุรัสวดี  แม้จะมีการออกสื่อมาก แต่ไม่ใช่เป็นประเด็นที่ตนเองรับผิดชอบในฐานะ รมว.วิทยาศาสตร์ เท่าใดนัก และประเด็นที่นำเสนอ ก็มักจะเป็นประเด็นที่ค่อนข้างโอ้อวด เกินจริง ทำให้ไม่สามารถได้การยอมรับจากประชาชน

6.  โดยภาพรวม  คณะรัฐมนตรีของ นส. ยิ่งลักษณ์ ยังไม่มีความโดดเด่นเท่าที่ควร จึงเป็นประเด็นที่รัฐมนตรีแต่ละท่าน จะต้องเร่งรีบทำงาน และแสดงความสามารถให้เป็นที่ประจักษ์แก่ประชาชนต่อไป

ข้อมูลทั่วไปเกี่ยวกับผู้ตอบแบบสอบถาม

จำนวนผู้ตอบแบบสอบถาม 1,361 ราย จากทั่วประเทศ จำแนกเป็น ภาคเหนือ 149 ราย  ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 345 ราย  ภาคตะวันตก 94 ราย ภาคตะวันออก 113 ราย ภาคกลาง 383 ราย และภาคใต้ 277 ราย

จำแนกเป็น เพศชาย ร้อยละ 53.5  เพศหญิง 46.3

อายุเฉลี่ย 38.9  ปี

รายได้ต่ำกว่า 10,000 บาท (ร้อยละ 51.3 ), 10,000-24,999 บาท (ร้อยละ 33.3) ,

25,000-49,999 บาท (ร้อยละ 11.7) และ 50,000 บาทขึ้นไป (ร้อยละ 3.7)

อาชีพ  นักเรียน นักศึกษา (ร้อยละ 23.8)  เกษตรกร ผู้ใช้แรงงาน (ร้อยละ 26.9) ธุรกิจ (ร้อยละ 12.4)

ราชการ/รัฐวิสาหกิจ (ร้อยละ 17.3)  และ อื่นๆ (ร้อยละ 19.6)

รายงานผล วันพุธที่ 28  กันยายน 2554

ศรีปทุมโพลล์

ศูนย์วิจัยและติดตามนโยบายภาครัฐ

มหาวิทยาลัยศรีปทุม