ศรีปทุมโพลล์ วันที่สำรวจ 25 สิงหาคม 2554

26 ส.ค. 2554

ศรีปทุมโพลล์  2/2554

ความเห็นของประชาชน หลังการแถลงนโยบายรัฐบาล ยิ่งลักษณ์

วันที่สำรวจ  25  สิงหาคม 2554

รองศาสตราจารย์สมชัย ศรีสุทธิยากร  ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและติดตามนโยบายภาครัฐ  มหาวิทยาลัยศรีปทุม  แถลงผลการสำรวจความคิดเห็นของประชาชน จำนวน  817   ราย  จาก 40 จังหวัด  หลังจากที่ได้ติดตามการแถลงนโยบายของ นายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์  ชินวัตร  มีผลการสำรวจที่น่าสนใจดังนี้

1.  ประชาชนให้คะแนนการอภิปรายในสภาแก่ นส. ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ใกล้เคียงกับ นายอภิสิทธิ์  เวชชาชีวะ 

                โดย นส. ยิ่งลักษณ์  ได้คะแนนเฉลี่ย 6.625  ในขณะที่ นายอภิสิทธิ์ ได้คะแนนเฉลี่ย 6.486  จากคะแนนเต็ม 10ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าแปลกใจว่า  นายอภิสิทธิ์ เป็นนักพูดที่มีความสามารถและมีประสบการณ์การอภิปรายในสภา  ในขณะที่ นส. ยิ่งลักษณ์ เป็นนักการเมืองหน้าใหม่  และมีช่วงเวลาการแสดงออกในสภาน้อยกว่ามาก  กลับได้รับการประเมินคะแนนที่สูงกว่าเล็กน้อย   แสดงถึงความนิยมในตัว นส.ยิ่งลักษณ์  ยังมีมากในหมู่ประชาชนที่ตอบแบบสำรวจ  และเป็นไปได้ว่าท่าทีที่นิ่งเงียบ  เรียบ  เอาจริงเอาจัง  พูดในเนื้อหา  ไม่ตอบโต้ และใช้สำนวนโวหารแบบนักการเมือง  จะได้รับความนิยมมากกว่าการอภิปรายแบบนักการเมืองที่ประชาชนเคยพบเห็นในอดีต 

2. การทำงานของประธานรัฐสภา ไม่ได้แย่อย่างที่หลายคนคิด

ประชาชนผู้ตอบแบบสำรวจ ให้คะแนนการทำหน้าที่ ของ นายสมศักดิ์  เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา ด้วยคะแนนเฉลี่ย 6.557  จากคะแนนเต็ม 10 ซึ่งถือว่าสอบผ่านแม้ว่าจะเป็นคะแนนที่ไม่สูงนัก  ซึ่งแตกต่างจากที่หลายฝ่ายประเมินว่า นายสมศักดิ์ เสียรังวัดในการดำเนินประชุมหลายครั้ง  ทั้งเรื่องการโดนประท้วงจากฝ่ายค้านว่าทำหน้าที่ไม่เป็นกลาง  การทำให้การประชุมต้องสะดุดในหลายครั้ง  จนถึงท่าทีในการนับองค์ประชุมแบบถ่วงเวลา  แต่ภาพรวมของการปฏิบัติหน้าที่  นายสมศักดิ์ ได้คะแนนสอบผ่านในระดับที่ไม่เสียหน้า

3. การอภิปรายของ ณัฐวุฒิ  ติดลบในสายตาของประชาชน

การที่นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ  ได้อภิปรายว่า ในอดีตมีการนำเรื่องความจงรักภักดีต่อสถาบันมาเป็นข้ออ้างในการทำลายฝ่ายตรงข้าม เช่น กรณี นายปรีดี พนมยงค์  กรณี พตท. ทักษิณ  ชินวัตร  ไปจนถึงกรณีทำให้ประชาชนที่ชุมนุมเสียชีวิตในปีที่ผ่านมา  มีประชาชนผู้ตอบแบบสำรวจ เพียงร้อยละ 8.8 เท่านั้นที่เห็นว่าเหมาะสม  โดยส่วนใหญ่ร้อยละ 91.2 เห็นว่าเป็นคำกล่าวที่ไม่เหมาะสม  เนื่องจากเป็นการพาดพิงและกระทบกระเทือนถึงสถาบันสูงสุด   และคำกล่าวดังกล่าวนำไปสู่การประท้วงของฝ่ายค้านและทำให้การประชุมไม่สามารถดำเนินต่อไปได้

4. สภาล่ม  รัฐบาล มีส่วนรับผิดมากกว่าฝ่ายค้าน

การที่สภามีองค์ประชุมไม่ครบ จนต้องปิดการประชุมในเวลา 23.30 น. ของการอภิปรายในวันที่ 24 สิงหาคมนั้น  ประชาชาชน ร้อยละ 62.6  เห็นว่าเป็นความผิดของรัฐบาล  และร้อยละ 37.4 เห็นว่า เป็นความผิดของฝ่ายค้าน  เนื่องจากส่วนหนึ่งสืบเนื่องมาจากความไม่พอใจในคำอภิปรายของนายณัฐวุฒิ    จากการไม่พอใจในการดำเนินการประชุมที่ไม่เป็นกลางของประธานรัฐสภา  และ  เห็นว่า สส. รัฐบาลมีจำนวน 300 คน หากอยู่ครบ รวมกับจำนวน ของ สมาชิกวุฒิสภาอีกเพียงเล็กน้อก็สามารถเกินจำนวนครึ่งของรัฐสภา คือ 325 คน ทำให้สภาไม่ล่มได้

5. เฉลิม  อภิสิทธิ์  ชูวิทย์  เป็นดาวเด่นของการอภิปราย

                เมื่อสอบถามถึง ส.ส.ที่เป็นดาวเด่นในการอภิปรายตลอด 3 วันที่ผ่านมา  ปรากฏว่า 3 คนที่ได้การระบุชื่อในสัดส่วนที่ใกล้เคียงกันคือ  รตอ.เฉลิม อยู่บำรุง ได้ร้อยละ 22.2  นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ  ร้อยละ  21.9  และ นายชูวิทย์  กมลวิศิษฐ์  ร้อยละ 21.3   รองลงมา คือ นส. ยิ่งลักษณ์  ชินวัตร  ร้อยละ 13.6  และ นายชวน  หลีกภัย  ร้อยละ 4.8  นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ  ร้อยละ 2.7  นายจตุพร  พรหมพันธุ์ ร้อยละ 2.4  แสดงให้เห็นว่า  รตอ.เฉลิม  อยู่บำรุง  เป็นตัวเลือกของพรรคเพื่อไทยที่มาดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีได้อย่างคุ้มค่า  เพราะทำหน้าที่ตอบคำถามและตอบโต้แทนนายกรัฐมนตรีได้อย่างสมราคา  ในขณะที่นายชูวิทย์ อภิปรายเรื่องบ่อนการพนันกลางกรุงเพียงประเด็นเดียว แต่ได้ใจจากประชาชนไปเต็มๆ   ในขณะที่การอภิปรายแบบดุเด็ดเผ็ดมันสไตล์ นปช.แดง อย่างณัฐวุฒิ และ จตุพร  กลับไม่ได้รับความชื่นชมจากประชาชน

6. สรุปภาพรวม รัฐบาลชนะแบบต้องดูภาพถ่าย

ในคำถามสุดท้ายคือ ในภาพรวมของการประชุม 3 วันที่ผ่านมา  ท่านคิดว่าฝ่ายใดได้ใจจากประชาชนมากกว่ากัน  ฝ่ายรัฐบาลได้รับความนิยม ร้อยละ 50.3  ในขณะที่ฝ่ายค้านได้ ร้อยละ 49.7  เป็นแพ้ชนะกันอย่างไม่ขาด  แบบหายใจรดต้นคอ  ต้องใช้ภาพถ่ายตัดสิน   ซึ่งอาจเป็นสาเหตุจากการที่ประชาชนยังเอาใจช่วยฝ่ายรัฐบาลที่เพิ่งชนะการเลือกตั้งมาใหม่ๆ  ในขณะที่ฝ่ายค้านถือว่าทำคะแนนได้ดีขึ้น  และคงใช้เวลาในการสร้างความนิยมจากประชาชนให้เห็นถึงผลงานในการตรวจสอบรัฐบาลอย่างเอาจริงเอาจังต่อไป

7. ข้อมูลทั่วไปเกี่ยวกับผู้ตอบแบบสำรวจ

7.1 อายุเฉลี่ย 42.18 ปี     ต่ำสุด 16 ปี  สูงสุด 86 ปี

7.2 เพศ  ชาย   ร้อยละ 60.0  หญิง  ร้อยละ 39.8  ไม่ระบุ  ร้อยละ 0.2

7.3 รายได้ต่อเดือน  ต่ำกว่า 10,000 บาท          ร้อยละ 42.2

                        10,000-24,999 บาท            ร้อยละ 33.3

                         25,000-49,999 บาท            ร้อยละ 16.8

                          50,000 บาท ขึ้นไป              ร้อยละ 6.4

                           ไม่ระบุ                              ร้อยละ 1.3

7.4 อาชีพ             นักเรียน นักศึกษา                ร้อยละ 18.8

                          เกษตรกร /ผู้ใช้แรงงาน          ร้อยละ 26.9

                             ธุรกิจ                               ร้อยละ 12.0

                            ราชการ รัฐวิสาหกิจ              ร้อยละ 24.7

                               อื่นๆ                               ร้อยละ  17.0

                              ไม่ระบุ                             ร้อยละ   0.5

ผู้จัดทำรายงาน  รศ. สมชัย  ศรีสุทธิยากร     26  สิงหาคม 2554    02.00 น