ทวีพร แก้วคำใต้ (กุ๊ก)

นักศึกษาคณะ คณะนิเทศศาสตร์ สาขาการโฆษณาประชาสัมพันธ์ยุคดิจิทัล
สถานที่ฝึกปฏิบัติงานisobar Thailand
แผนก-

สหกิจศึกษา คณะนิเทศศาสตร์ : isobar Thailand 01
INTER(n)VIEW | Isoba
ทวีพร แก้วคำใต้  (กุ๊ก)
มหาวิทยาลัยศรีปทุม คณะนิเทศศาสตร์ สาขาโฆษณาประชาสัมพันธ์ยุคดิจิทัล

 
Q : สาขาโฆษณาสอนอะไรบ้าง และชอบวิชาไหนเป็นพิเศษ
A : การโฆษณาสอนเรื่องการสื่อสารพบปะผู้คน ไม่ใช่แค่เพื่อน ไม่ใช่แค่อาจารย์แต่เค้ากำลังสอนให้เรารู้ว่า เรื่องจริงประสบการณ์จริงที่เราจะไปเจอคือเรื่องอะไรบ้าง ส่วนวิชาที่ชอบคือการสื่อสารค่ะ แต่ทีแรกเราคิดว่าการโฆษณาเรียนเกี่ยวกับการถ่ายรูป เพราะว่าหนูชอบถ่ายรูป พอเรียนไปซักพัก ก็รู้ว่ามันไม่ใช่แค่สื่อสารด้วยภาพอย่างเดียว กลายเป็นสื่อสารด้วยคำพูด สื่อสารด้วยอะไรหลายๆ อย่างที่มันมากกว่าภาพ ก็สนุกและท้าทายดีค่ะ
Q : เรียนอยู่ปีอะไรแล้ว
A : ตอนนี้อยู่ปี 4 เทอม 2 แล้วค่ะ
Q : พอรู้ว่าจะฝึกงาน ต้องเตรียมตัวอย่างไร
A : จริงๆ ตั้งใจจะเข้ามาฝึกงานที่นี่ที่แรก เพราะว่ามี Contact ด้วย แล้วก็อยากจะเรียนรู้ส่วนงานด้วยที่นอกเหนือจากที่เราเรียนมา เราอยากจะลองทำเอเจนซี่ดู ไหนๆ ก็เรียนโฆษณามาแล้ว
Q : เตรียมตัวหาที่ฝึกงานยังไงบ้าง
A : ก่อนอื่นเราต้องเตรียมทำพอร์ตก่อน พวกเรซูเม่ต่างๆ รางวัลที่เคยได้มาก็เห็นเค้าพูดว่าต้องเอารางวัลมาให้เค้าดูก่อนเพราะว่าเรียนสายโฆษณา เป็นการคอนเฟิมเราด้วยว่าเราได้รับรางวัลอะไรมาบ้าง
Q : ยกตัวอย่างรางวัลที่ได้รับมาได้ไหมครับ เป็นรางวัลที่เราภูมิใจ
A : รางวัลที่ได้รับมาก็จะมีโครงการของ close up ยิ่งใกล้ยิ่งมั่นใจของ unilever ได้รางวัลที่ 1 เป็น Viral คลิปวิดีโอ แล้วได้ถ้วยรางวัลพระราชทานของโครงการเวซิเบอไรซ์

สหกิจศึกษา คณะนิเทศศาสตร์ : isobar Thailand 02

Q : อาจารย์แนะนำบ้างไหมว่า ต้องทำตัวยังไงเมื่อฝึกงานที่นี่
A : จริงๆ แล้วที่มหาวิทยาลัยศรีปทุมเค้าสอนเรื่องการเตรียมตัว สอนเข้าไปฝึกกับเอเจนซี่แบบนี้แล้วคุณต้องเจอแบบนี้ เจอหัวหน้าที่ต้องเป็นแบบนั้นแบบนี้ ก็คือเหมือนเขาเรียงลำดับมาให้ว่าจะเจอผู้ใหญ่แบบไหนบ้าง อาจารย์สอนมาหมดเรียบร้อยแล้ว เพียงแต่ว่า ถึงเวลาฝึกงานจริง เราจะเจอใครแบบไหน หน้าตาแบบไหนและต้องแนะนำตัวยังไง เราก็ต้องปรับตัว และรับมือให้ได้
Q : พอเข้ามาวันแรกเป็นยังไงบ้าง
A : ฝึกงานวันแรกตื่นเต้นจริงๆ ค่ะ คือที่นี่เป็นเอเจนซี่ใช่ไหมคะ แล้วใส่ชุดอะไรก็ได้ เราก็ชอบเลยต้องแต่งตัวสวยๆ เข้ามาแรกๆ ก็จะอยู่กับพี่เลี้ยงตลอดเวลา ติดเขาตลอดเพราะเราจะไม่รู้เรื่อง ไม่รู้ว่าต้องกินข้าวตรงไหน ชั้นไหน แถวนี้เขาอยู่กันยังไง พักเที่ยงตอนไหนเหมือนต้องเรียนรู้ใหม่หมดเลย
Q : สิ่งที่เราเรียนนำใช้กับที่นี่ได้อย่างไรบ้าง
A :  เริ่มแรกเราต้องเข้าหาคนอื่นก่อน เริ่มจากการพูดเข้าหาพี่ๆ ทุกคน เริ่มจากการแนะนำตัวโต๊ะข้างๆ จากพี่เลี้ยงเรา เราก็ค่อยๆ แนะนำตัว พี่ก็ค่อยๆ เริ่มรู้จักแล้วว่า มีน้องฝึกงาน เพราะปกติแล้วที่นี่ก็จะมีน้องฝึกงานมา ถ้ามีงานที่น้องๆ สามารถช่วยได้ เขาก็จะบอกว่าน้องลองดูแบบนี้ดีไหม เหมือนเขาก็จะค่อยๆ คุยกับเรา เราก็จะทำความรู้จักหลายๆ คน เริ่มรู้จักแผนกนู้นแผนกนี้ไปเรื่อยๆ ค่ะ
Q : แล้วเราได้ทำอะไรบ้าง
A : ทีแรกกุ๊กมาฝึก AE แต่ว่าพี่เขาเห็นศักยภาพมากกว่านั้น เขาก็ลองทาบทามให้มาดูแบบมีเดียออนไลน์ดีไหม เราก็แบบ “อ้าวหนูทำได้หรอ” ก็ตื่นเต้นนิดนึง แล้วก็ลองๆ ทำดู ก็เลยชอบเหมือนกัน’ เพราะว่าไม่ได้แตกต่างกันเท่าไหร่ แล้วอย่างน้อยก็ได้คุยกับคนอื่น ได้สร้างสรรค์วิธีการพูดในแบบของเรา จริงๆ มันเป็นเรื่องการพูดหมดเลย คือเรื่องออนไลน์เราชอบอยู่แล้ว ชอบในส่วนของการที่ได้พูดคุยกับคนอื่น เราชอบแล้วก็ส่งเมล์ตอบกลับได้เรียนรู้วิธีการส่งเมล์จริงๆ หาลูกค้าจริง

สหกิจศึกษา คณะนิเทศศาสตร์ : isobar Thailand 03

Q : มีวิชาไหนที่คิดว่าเอามาประยุกต์ใช้ได้บ้าง
A : จริงๆ ที่แรก กุ๊กเรียนมาจากเด็กช่างที่เป็นช่างศิลป์ วาดรูป Create Story ได้ แล้วก็มีบางอย่างที่เขาเห็นแล้วก็ไว้ใจเรื่องการคิด content มาให้พี่เค้าก่อน แล้วลองวาด story board มาโชว์ เราก็ได้ดึงศักยภาพของตัวเองมาใช้ ได้ทำงานให้เขาเห็น และบางงานของเราก็ถูกนำไปใช้จริง
Q : พอเราได้ทำงานระยะนึงแล้วรู้สึกอย่างไรบ้าง มันแตกต่างกันมากน้อยแค่ไหน
A : ไม่ได้แตกต่างจากที่คิดไว้ เพราะว่าเอเจนซี่ทีแรกเข้ามาก็คิดไว้ประมาณนี้แต่มันเกินคาด ตรงที่ว่าพอเข้ามาแล้วที่นี่ให้โอกาสในส่วน ให้ทำงานจริงด้วยนะ ลองเข้ามาดูก่อนไหม ลองมาทำแบบนี้ก่อนไหม เหมือนเขาให้โอกาสเด็กฝึกงานได้ทำงานจริงๆ ซึ่งเข้ากับสโลแกนของมหาวิทยาลัยคือ เรียนจริง ประสบการณ์จริง ก็อยากจะบอกว่าทางมหาวิทยาลัยเขาให้ทำจริงเหมือนกันค่ะ
Q : แตกต่างกับการเรียนมากไหม
A :  แตกต่างนะคะ คือ ทีแรกเราเรียนมาตอนปี 1 ถึงปี 3 เราจะคิดว่าปี 4 คงไม่ได้ยากขนาดนี้แตกต่างในเรื่องของการเรียนที่ว่าคือ การเรียนรู้ เราต้องเรียนรู้จากครู เราเข้าไปให้เขาสอน แต่พอมาอยู่ที่นี่เป็นการเรียนรู้จากงาน รู้จากพี่ๆ ซึ่งเราต้องให้เขาบอก ให้เขาสอนว่า น้องตรงนี้เป็นแบบนี้นะ มันไม่เหมือนเวลาเราเข้าห้องมาแล้วนั่งเรียน อาจารย์ก็พูดให้เราฟัง แต่กลายเป็นว่าเราเดินไปถามว่าพี่คะอันนี้ทำยังไงคะ แบบนี้ทำยังไงคะ เหมือนเราต้องเข้าหาเขาเองก็ค่อนข้างแตกต่าง
Q : เคยเจอปัญหาอะไรบ้างไหมและมีวิธีแก้ยังไง
A : บางครั้งการส่งเมลเราไม่คิดว่ามันจะเป็นเรื่องใหญ่ บางทีพี่เขาจะให้แท็กคนในทีมด้วย เราก็เริ่มเรียนรู้ว่าการส่งเมล เราไม่ใช่แค่ส่งให้พี่เขาแต่เป็นการส่งเมลหาคนทั้งทีม เพื่อให้เขารู้ว่าเราทำงานต่อจากนี้นะ เราไม่สามรถเปิดเมลใหม่ได้นะ น้องก็ต้องส่งต่อไปนะก็จะมีปัญหาเรื่องของ Contact มากกว่า
ก็แก้ไขโดยเราต้องมาดูทีม ตอนนี้มันอยู่ที่ตรงไหน พี่คนไหนอยู่ในทีมเราตอนนี้ และ Product ตัวนี้มันอยู่ที่พี่คนไหนบ้าง โดยการ CC เมลให้พี่เขาค่ะ
Q : ประทับใจพี่คนไหนเป็นพิเศษไหมครับ
A : รู้สึกพิเศษทั้งองค์กรเลยค่ะ เพราะเรียกได้ว่า เป็นประสบการณ์ที่เข้ามาแล้วเป็นเอเจนซี่ที่แรกก็คิดว่า เราได้ทำงานเอเจนซี่ ตื่นเต้นนะ เพราะว่าน้อยคนมากที่เข้ามาแล้ว จะสามารถทำงานเอเจนซี่ได้เหมือนที่นี่เขาเปิดโอกาสให้เด็กฝึกงานก็จริง แต่เขาก็คงอยากจะได้คนที่ทำงานได้จริงๆ ประทับใจพี่เลี้ยงในส่วนของพี่ที่เป็นหัวหน้า AE อีกครั้งนึง ตอนเข้ามาสัมภาษณ์เราไม่คิดว่าจะได้เจอเขาเลยเพราะว่าเราสมัครเข้ามาในตำแหน่ง AE ก็ไม่คิดว่าจะเจอหัวหน้า AE จริงๆ ก็ประทับใจที่พี่ให้ความสำคัญกับเด็กฝึกงานค่ะ
Q : อยากฝากอะไรถึงน้องๆ ที่ต้องเตรียมตัวในการเรียนและการหาที่ฝึกงานยังไงบ้าง
A : กุ๊กคิดว่าอยากให้รุ่นน้องได้มาลองทำในสิ่งที่ตัวเองเรียนซักครั้งนึง เพราะว่ากุ๊กเห็นรุ่นกุ๊กเองพอได้เข้ามาทำงานเอเจนซี่จริงๆ อาจจะไม่ได้เหมือนที่คิดไว้ว่าต้องสวยหรู แต่ว่าพอได้เข้ามาทำงานจริงๆ คือว่า รู้แล้วว่าปลายทางที่เราเรียนมาสายงานมันเป็นแบบนี้ ได้ลองมาทำ ได้ลองมารู้จักพี่ๆ ที่ทำงานตรงนี้จริงๆ บางคนคิดว่า ฝึกให้มันจบๆ ไป แต่กุ๊กคิดว่ามันเป็นต้นทางที่ทำให้เราประสบความสำเร็จอีกขั้นของชีวิต  

สหกิจศึกษา คณะนิเทศศาสตร์ : isobar Thailand 04
 

 
INTER(n)VIEW | Isoba
วิดา เตชะวิจิตรา (แอน)
Business Director isobar Thailand

 
Q : มีหน้ารับผิดชอบในส่วนใดบ้าง
A : ดูแลภาพรวมขององค์กร โดยเฉพาะในส่วนของ Client Service, Strategic Planner และก็ Media Buyer
Q : ทำเยอะขนาดนี้ต้องมีลูกมือช่วยขนาดไหน
A : อย่าง Client Service จะมีประมาณ 10 คน แล้วก็ Media Buyer ประมาณ 2 คน และ Strategic Planner ประมาณ 4 คน ต้องดูแลให้ครบ เนื่องจากแต่ละฝ่ายต้องทำงานร่วมกันจะได้ไอเดียที่ค่อนข้างตรงมากขึ้น
Q : ทำเยอะขนาดนี้รับเด็กฝึกงานไหม
 A : รับค่ะ จะบอกว่ารับทุกเดือนเลยดีกว่า จริงๆ แต่ละเดือนก็จะมีเด็กฝึกงานของแต่ละมหาวิทยาลัยมาสมัครซึ่งเราก็เปิดโอกาสให้น้องๆ ได้มาฝึก เราสัมภาษณ์เหมือนเขาเป็นพนักงานคนนึงเลยนะคะ ก็เริ่มจากการสัมภาษณ์ด้วยตัวเองแล้วก็ให้พี่เลี้ยงที่ดูแลโดยตร งมาร่วมสัมภาษณ์กับพี่แอนด้วย เพื่อเวลาน้องทำงานจริงๆ น้องจะได้รู้ว่าต้องอยู่กับใคร ต้องทำงานให้ใครบ้าง เราให้น้องมีโอกาสเลือกด้วย น้องสามารถดูว่า พี่เลี้ยงเคมีเข้ากันหรือเปล่า เพราะบางทีเรามองว่าเคมีไม่ตรงกัน การทำงานอาจไม่ราบรื่น
Q : ให้น้องมาฝึกงานช่วงไหนบ้าง และขอบเขตหน้าที่การรับผิดชอบงาน
A : แล้วแต่ว่าเขาสมัครมาแผนกไหน จริงๆแล้วเด็กฝึกงานแต่ละคนจะมี Requirement เหมือนเป็น Passion ฉันอยากทำAE ฉันอยากทำ Strategic Planner ฉันอยากทำ Creative ก็จะมีโจทย์มาแล้วว่าต้องการอะไร
พอคุยแล้วพอเป็นไปได้ ก็จะให้เขาได้ลองทำหน้าที่นั้นๆ ด้วย เราจะให้ Learning By Doing เหมือนกับการทำจริง สถานการณ์จริงเลย แล้วก็ให้สังเกต ให้ถามมากที่สุด เพราะตัวเองจะได้มากขึ้นด้วย
Q : พูดถึงน้องกุ๊ก ที่มาฝึกงานเป็นไงบ้าง
A :  น้องกุ๊กจะเป็นเด็กค่อนข้างเก่ง จริงๆแล้วมองเห็นศักยภาพมาก เพราะว่าเขาเคยสมัครประกวดในแคมเปญ close up  ซึ่งโครงการนี้ Isoba เป็นคนดูแลทั้งหมด เราก็จะเห็นการทำงานของน้องอยู่แล้ว ว่าตอนประกวดเขามีการรับผิดชอบงานอย่างไรบ้าง แล้วอีกอย่างคือ เขากล้าที่จะมาขอฝึกงานต่อ ซึ่งเรามองว่าเขามี passion และแล้วอยากทำงานกับเราจริงๆ ตอนสัมภาษณ์น้องก็เอาพอร์ตมาเยอะแยะเลย พอร์ต Drawing ก็มี และประสานงานเก่ง วาดรูปเก่ง แต่น้องบอกอยากเป็น AE
ซึ่งงาน AE ค่อนข้างใหญ่ ทำได้ทุกอย่าง แล้วหลักๆ คือการประสานงานกับหลายฝ่ายให้ราบรื่นมากที่สุด เรามองว่าน้องกุ๊กทำ AE ได้แน่นอน แต่ก็คิดว่าเขาน่าจะทำอย่างอื่นได้อีกนะ เพราะเขามีอะไรนอกเหนือจากAE และประสานงาน ตอนช่วงฝึกงานก็เลยให้ลองฝึก Content ฝึก AE ทำ Media แล้วน้องก็ทำได้ดี เราก็เลยทาบทามว่าฝึกงานแล้วน้อง ทำงานที่นี่ไหม อยากทำไหมถ้าทำเดี๋ยวบรรจุเป็นพนักงานประจำได้เลย น้องเป็นคนแรกของIsoba ที่เรารับ เพราะเราไม่เคยรับเด็กฝึกงานที่มาเป็นพนักงานประจำ
Q : สิ่งที่เขาเรียนมาเขาได้มาประยุกต์ใช้กับงานยังไงบ้าง
A : จริงๆ มีหลายส่วนที่เขาประยุกต์สิ่งที่เรียนมากับงานเขา คือดู Portfolio แล้วจะรู้เลยว่า ศรีปทุมสามารถสอนอะไรที่ประยุกต์ใช้ในงานจริงได้ เพราะจากประสบการณ์ตัวเองคือ พอมาทำงานเหมือนเริ่มต้นใหม่ เพราะมันเป็นทฤษฎี ไม่ได้เน้นปฏิบัติ เรามองว่าหลักสูตรปัจจุบัน ค่อนข้างช่วยให้เด็กนักศึกษาสามารถพัฒนาตัวเองจากตัวผลงานให้กับเอเจนซี่หรือว่าองค์กรนั้นๆ ให้เห็นเลยว่าเขาทำได้ มีศักยภาพ ไม่ต้องลังเลที่จะรับเข้าทำงาน
Q : ถ้าสมมุติว่า น้องเขาได้เรียนพื้นฐานแล้วมาประยุกต์ใช้ได้เต็มที่ แล้วต้องสอนอะไรเพิ่มเติมจากสิ่งที่เขาเรียนไหม ?
 A : มีค่ะ มีจริงๆ เพราะองค์กรแต่ละที่จะมีระบบที่ต่างกัน หลักๆ ที่จะสอนเขา จะเป็นเรื่องระบบมากกว่า ระบบการทำงานหรือ Process ที่จะเริ่มต้นเป็น AE จะรับ Brief เขียน Brief ยังไง แล้วการทำ Timeline Management ทำยังไง แล้วการคุยเรื่องของอีเมล์ การตอบคำถามลูกค้า แก้ปัญหายังไงบ้าง เรื่อง Media Planning and Buying ก็ต้องมาดูเรื่อง Course Managing  เรื่องการ Supplyer คุยกับลูกค้าจะเสนอ KPI ต้องเรียนรู้เรื่องของระบบ และตัวงาน เพราะหลักสูตรอาจไม่ได้ลงลึกด้านนี้ เพราะมันเป็นเรื่องเฉพาะที่ทุกคนเรียนรู้กันได้ ขึ้นอยู่กับเด็กว่าจะเรียนได้มากน้อยแค่ไหน
Q : เรื่องทัศนคติของเด็กสมัยนี้เป็นยังไงบ้างครับ
A : เรื่องทัศนคติเด็กแต่ละคนมีทัศนคติที่ต่างกันมาก ยิ่งเด็กรุ่นใหม่ Gen Y ก็จะมีคาเรคเตอร์ต่างกัน Gen เราก็จะมีอีกมุมที่ต่างกัน ดังนั้นเรามองว่า ทัศนคติต้องปรับทั้งหัวหน้า และลูกน้องด้วย เพราะว่าบางทีเราต้องเข้าใจเขาแล้วเขาต้องเข้าใจเรา มันขึ้นอยู่กับการปรับที่หลากหลายมากกว่า
Q :  อยากจะแนะนำให้น้องๆ รุ่นต่อไปที่จะมาไม่ว่าจะเป็นมหาวิทยาลัยอะไรก็ตาม หรือของศรีปทุม อยากแนะนำอะไรบ้าง ทั้งเรื่องการเรียน วิธีการเตรียมตัวที่จะมาฝึกงาน
A : อันดับแรกที่มองว่า Passion การฝึกงานหรือว่าการทำงานทุกที่ คือบริษัทต้องการคนที่มี Passion จริงๆในการทำงาน บางคนมองว่าทำงานเพราะเป็นหน้าที่ หรือว่าทำๆ ไปเพื่อได้เงินเดือนแล้วจบ ถ้าขาด Passion คุณตื่นขึ้นมาคุณก็ไม่อยากมาทำงานนี้ ทำงานออกมาไม่ดี ดังนั้นคือ ถ้าน้องๆ มี Passion ท่ีดีแล้ว ก็มีทัศนคติที่ดีหรือแอตติจูดที่ดี ก็จะส่งเสริมตัวน้องให้โตมากขึ้นแล้วก้าวหน้าเร็วขึ้น
 
 

isobar ให้โอกาสเด็กฝึกงานได้ทำงานจริงๆ ซึ่งเข้ากับสโลแกนของมหาวิทยาลัยคือ เรียนจริง ประสบการณ์จริง