พลวัฒน์ จันทร์พราหมณ์ (คิง)

นักศึกษาคณะ คณะเทคโนโลยีสารสนเทศ สาขาคอมพิวเตอร์ธุรกิจ
สถานที่ฝึกปฏิบัติงานSoftware Park Thailand
แผนก

UploadImage
INTER(n)VIEW | Software Park Thailand

พลวัฒน์ จันทร์พราหมณ์ (คิง)

คณะเทคโนโลยีสารสนเทศ สาขาคอมพิวเตอร์ธุรกิจ มหาวิทยาลัยศรีปทุม

Q : คณะนี้สอนอะไรบ้าง
A : สาขาที่ผมเรียนจะแบ่งออกเป็น 2 อย่างคือ ธุรกิจ กับ ไอที เพราะว่าเป็นคอมพิวเตอร์ธุรกิจ เราก็จะได้เรียนทั้งในส่วนของธุรกิจและก็เทคโนโลยีที่จะมาซัพพอร์ตด้านธุรกิจครับ อย่างเช่น ถ้าฝั่งธุรกิจก็จะได้เรียนรู้กลยุทธ์การตลาด การเขียน โครงสร้างธุรกิจและการทำแผนธุรกิจต่างๆ ครับ แต่ถ้าฝั่งของไอทีก็จะได้เรียนรู้การเขียนเว็บไซต์ การจัดการฐานข้อมูลต่างๆ เพื่อจะนำไปซัพพอร์ตส่วนของธุรกิจครับ
Q : การเตรียมตัวหาที่ฝึกงาน เตรียมตัวอย่างไรบ้าง
A : ทางคณะมีวิชาที่ให้เตรียมความพร้อมสู่สหกิจศึกษาอยู่แล้ว เราจะใช้ช่วงเวลานั้นในการหาสถานที่ฝึกงานของเรา ไม่ว่าจะเป็นเว็บเด็กฝึกงาน หรือตามป้ายประกาศต่างๆ เพื่อจะได้หางานที่ตรงกับสายอาชีพเรา
Q : น้องเป็นคนหาเอง หรือทางมหาวิทยาลัยหาที่ฝึกงานให้
A : เราหาเองด้วยส่วนหนึ่ง แล้วก็นำไปยื่นให้คณะอาจารย์พิจารณาอีกทีครับ อย่างที่นี่ผมเลือกจากรายชื่อที่อาจารย์ให้มาครับ
Q : พอรู้ว่าต้องมาฝึกงานที่นี้ มีความกังวลอะไรไหม
A : ก็กังวลนิดหน่อยครับ เพราะว่าเป็น Software Park ใครๆ ก็รู้ว่าเป็นบริษัทขนาดใหญ่ต้องมีคนเก่งๆ ก็กังวลว่างานที่ทำอาจจะออกมาได้ไม่ดี ความสามารถเราจะถึงไหม แต่ก็ตื่นเต้นครับที่จะได้เรียนรู้งานกับพี่ๆ ที่มีความสามารถ
Q : อาจารย์ให้คำแนะนำอะไรบ้าง
A : อาจารย์คอยให้คำปรึกษา และก็จะบอกว่า ไม่ต้องกลัวในสิ่งที่มันยังมาไม่ถึง ให้เราลองลุยกับมันก่อน ลุยกับงานข้างหน้าให้เต็มที่ในสิ่งที่เราต้องทำ
Q : สำหรับน้องถนัดอะไรมากกว่า ธุรกิจหรือว่าโปรแกรมมิ่ง
A : ผมชอบธุรกิจมากกว่า แต่มีความสามารถทางด้านโปรแกรมมิ่งในการเขียนเว็บไซต์ด้วยครับ
Q : แสดงว่าพื้นฐานที่เรียน มีเรื่องของการตลาดเกี่ยวข้องด้วย
A : ใช่ครับ เนื่องจากที่บ้านทำธุรกิจอยู่แล้ว ได้รับการซึมซับ แล้วก็อยากให้มีไอทีซัพพอร์ตธุรกิจตรงนั้นด้วยครับ
Q : ตอนที่รู้ว่าจะได้มาเข้าโครงการ Startup ของ Software Park เนี่ย เราได้หาข้อมูลอะไรมาก่อนไหม
A : ก่อนหน้านั้นก็เคยศึกษามาบ้างแล้วครับว่า Startup คืออะไร แต่ความรู้พื้นฐานทุกอย่างเรามาเรียนรู้ที่ Software Park หมดเลยครับ
Q : ฝึกงาน วันแรกรู้สึกยังไงบ้าง
A : วันแรกกดดันมากเลยครับ เพราะว่ายังไม่รู้จักงานที่จะต้องทำเลย เรายังไม่รู้ว่ามันคืออะไร Startup มันจะยากแค่ไหน แต่ก็รู้สึกดีใจที่จะได้ก้าวออกมาจากรั้วมหาวิทยาลัยเพื่อที่จะได้ทำงานจริงๆ ครับ
Q : ได้เอาความรู้ด้านไอทีธุรกิจ มาใช้กับการทำโปรเจกต์ที่นี่อย่างไรบ้าง
A : เรานำมาประยุกต์ใช้ครับ เพราะเราเรียนธุรกิจมา เรามองแผนโดยรวมของธุรกิจออก และยังรู้เทคโนโลยีที่นำมาซัพพอร์ต Startup หรือโปรเจกต์ที่เราทำครับ คือมันจะได้เปลี่ยนกว่าคนที่เรียนธุรกิจหรือไอทีโดยตรงอย่างเดียว จะไม่มีความรู้ทั้งสองด้าน

UploadImage

Q : โปรเจกต์ตัวนี้ต้องทำงานร่วมกันเป็นทีม แล้วในส่วนของเราต้องทำอะไรบ้าง
A : ในการทำงานเป็นทีม ทุกคนจะต้องทำงานไปด้วยกันหมด เริ่มด้วยการระบุปัญหา การลงพื้นที่ว่าปัญหานั้นมันมีอยู่จริงหรือเปล่า แล้วก็ออกมาเป็น Solution แล้วนำไป Test กับผู้ใช้ครับว่าตอบโจทย์ปัญหาของเขาไหม สุดท้ายเราก็พัฒนาออกมาเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อจะไปขายจริงๆ ครับ ส่วนผมจะพัฒนาเป็นเว็บไซต์ที่ใช้ในการจองโรงแรมเลยครับ คือในงานโปรเจกต์หลักของผมจะมีหน้าที่พัฒนาเว็บไซต์ครับ
Q : ยกตัวอย่างวิชาที่เรานำมาใช้ ได้หรือไม่
A : ก็เป็นการเขียนโปรแกรม การทำเว็บไซต์ต่างๆ เพื่อมาซัพพอร์ต รวมถึงวิชาที่มันเกี่ยวกับการสอนการทำกลยุทธ์ การวางแผนตลาด การมองหากลุ่มลูกค้าครับ
Q : แสดงว่าวิชาที่เรียนนำมาใช้ได้จริง
A : ใช่ครับ
Q : เมื่อเราเริ่มฝึกงานไปเรื่อยๆ เราพบปัญหาอะไรบ้าง
A : ปัญหาที่เจอจริงๆ เลยก็จะเป็นการทำงานกราฟิกซะส่วนใหญ่ เพราะการทำเว็บไซต์จะต้องมีรูปภาพหรือเอนิเมชันต่างๆ ซึ่งตัวผมไม่ถนัดเรื่องนั้น เราเลยต้องแก้ไขโดยการศึกษาจากหนังสือหรือ Youtube เพื่อพัฒนางานให้มีประสิทธิภาพ และออกมาดีขึ้นครับ
Q : เรื่องการเรียน ควรเตรียมตัวยังไงบ้าง
A : ผมคิดว่าการทำ Startup ไม่จำเป็นต้องเก่งด้านใดด้านหนึ่งโดยเฉพาะ คือเราจะมาเรียนรู้กันที่นี่ เพื่อพัฒนาไปพร้อมๆ กัน ดังนั้นสิ่งที่เราเรียนมาจะนำมาประยุกต์ใช้ซะมากกว่า เลยไม่ต้องมีอะไรเป็นพิเศษครับ
Q : เราได้อะไรจากที่นี่บ้าง
A : ประโยชน์ที่ได้จากการฝึกงานที่นี่มีเยอะเลยครับ ได้ทั้งความรู้  ได้เพื่อน ได้ประสบการณ์การทำ Startup ตั้งแต่เริ่มจนถึงการทำออกมาเป็น Product เลยครับ ซึ่งไม่สามารถหาได้จากที่ไหน
Q : ประทับใจหรือมีใครเป็นไอดอลพิเศษไหมครับ ที่อยากจะเป็น และอยากจะทำได้แบบเขา
A : ไอดอลยังไม่มีครับ แต่ถ้าประทับใจก็น่าจะเป็นพี่ๆ ที่คอยดูแลระหว่างฝึกงานครับ เพราะว่าพี่ๆ จะคอยแนะนำทั้งกระบวนการต่างๆ คอยให้คำปรึกษา รวมถึงชี้ช่องโหว่ในโปรเจกต์ของเรา ซึ่งบางทีเราอาจจะรักโปรเจกต์ของเรามากเกินไปจนมองไม่เห็นจุดบอดตรงนั้น พี่เขาก็คอยแนะนำให้เราแก้ไข


UploadImage
INTER(n)VIEW | Software Park Thailand

ศิวกร สิริวัฒนานันท์

ที่ปรึกษางานส่งเสริมเทคโนโลยี เขตอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งประเทศไทย หน่วยงานภายใต้การดูแลของสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีแห่งชาติ หรือ สวทช.

Q : Software Park ทำอะไร และดูแลในส่วนไหนบ้าง
A : อุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ประเทศไทย หรือที่รู้จักกันว่า Software Park ทำเรื่องส่งเสริมอุตสาหกรรมเทคโนโลยี ส่งเสริมอุตสาหกรรมไอที ส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ ทำตั้งแต่เรื่องการพัฒนาบุคลากร จนถึงส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ มันต้องเริ่มต้นจากคนก่อน การสร้างคนให้เกิดเป็นผู้ประกอบการหรือที่ยุคนี้เรียกกันว่า Startup จนถึงโตขึ้นไปออกตลาดต่างประเทศได้
Q : ทำไมถึงเลือกที่จะรับเด็กฝึกงานมาช่วยงาน
A : ที่ผ่านมาเรามีนักศึกษาเข้ามาฝึกงานอยู่ที่ Software Park เป็นปกติอยู่แล้ว ปีหนึ่งประมาณ 2-4 คน และก็จะมีงานที่เป็นเรื่องของไอทีไม่ว่าจะเป็น support, IT Network หรือ Programming ที่จะ Assign ให้น้องตามความสนใจ แต่หลังๆ ช่วงเศรษฐกิจดิจิทัล ไทยแลนด์ 4.0 เราได้ยินคำว่า Startup เราก็เลยมองว่า น้องๆ สามารถพัฒนาศักยภาพได้ อย่างน้อยเขามี Mindset ในเรื่องพัฒนา การคิดนวัตกรรม เพื่อจบไปเขาจะเป็นพนักงานที่ดีไปเป็น Programmer เป็น SA เป็น Tester ที่ดี เพราะเขารู้อยู่แล้วว่าทำไมต้องทำกระบวนการพวกนี้ จากการเรียนรู้ระหว่างการฝึกงาน
Q : ปกติมอบหมายงานหรือขอบเขตงานให้น้องประมาณไหนบ้าง
A : น้องๆ ที่เข้าโครงการมาก็จะฝึกงานภายใต้ Software Park เลย เรารับรองในเรื่องของการฝึกงานจากที่นี้ให้สำหรับน้องที่เข้ามาฝึกงานในโครงการ “Digital Innovation Startup Apprentice” จะเข้ามาทำงานในสองส่วน ส่วนแรกเข้ามาทำงานโครงการเลย จะเป็นผู้ช่วยดำเนินการโครงการ ทำงานในส่วน Operation ของ Software Park เพื่อให้เขาเรียนรู้เรื่องบรรยากาศการทำงาน การฝึกงาน เวลาเข้า-ออกงานมันเป็นยังไง มันมี Pressure ยังไง เพื่อนร่วมงาน รุ่นพี่ที่ทำงานเป็นยังไง ส่วนที่สองคือ เราให้เขาพัฒนาศักยภาพในขีดความสามารถของเขา สิ่งที่เขาอยากจะทำในเรื่องของกระบวนการทำ Startup เราให้คิดโปรเจกต์จากสิ่งที่เขาสนใจ จนเป็นหัวข้อให้เขาไป validate กลุ่มลูกค้าว่ามีปัญหาตรงนั้นจริงไหม มีลูกค้าจริงไหม ลูกค้าที่คิดว่ามี State ไหน ยอมจ่ายเงินไหม จนถึงขั้นที่จะพัฒนาเป็น MVP เป็น Prototype ขึ้นมา หลังจากนั้นเราจะเทรนด์ เรื่องของ Software Development Train agile เพื่อให้เขาสามารถพัฒนา Software หรือ Application ให้ถูกทิศทางภายใต้เวลาที่เหมาะสม อันนี้คือภาพรวมของโครงการที่เรารับน้องๆ เข้ามาฝึกงานครับ
Q : น้องๆ ที่มาจากมหาวิทยาลัยศรีปทุม เป็นอย่างไรบ้าง
A : ที่ผ่านมาเราได้รับเกียรติจากมหาวิทยาลัยศรีปทุมให้เข้าไป Road show เพื่อไปเล่าให้น้องฟังถึงบรรยากาศการทำ Startup ไปจุดประกายจนมีน้องๆ สนใจเข้าร่วมโครงการนี้นะครับ จริงๆ มหาวิทยาลัยศรีปทุมค่อนข้างเปิดโอกาสให้กับน้องๆ แล้วก็เปิดรับให้หลายๆ ส่วนเข้ามาช่วยซัพพอร์ตน้องๆ ให้สามารถพัฒนาตัวเองได้อย่างรวดเร็วเลย
Q : น้องคิงกับน้องบัน ที่เรียนด้านเทคโนโลยีธุรกิจ ได้นำความรู้มาใช้ยังไงบ้าง
A : สำหรับผม ภาควิชาคอมธุรกิจเป็นอะไรที่ผมตกใจมากครับว่าจะไปได้หรอ เพราะว่าเรารู้อยู่แล้วว่าอุตสาหกรรมเนี่ยถ้าไม่ Dev และไม่ Code หนักๆ มาเนี่ยจะไปรอดหรอ แต่ก็ถือว่าแปลกใจมาก ด้วยภาควิชาคอมธุรกิจ จะมี Specific ในเรื่องของวิชาการเรียนของเขาอยู่แล้ว น้องเขาจะเรียนรู้ได้เร็วในการใช้สื่อ เราแทบไม่ต้องสอนเลยครับ แค่ชี้ทางว่ามันมีเครื่องมือทำตัว Blog up Prototype อยู่นะ ที่เหลือน้องเขาไปจัดกระบวนการอะไรทั้งหมด  ซึ่งถือว่าน้องเขาไปได้เร็วมาก อันนี้คือสิ่งหนึ่งที่ผมคิดว่าน้องๆ ได้จากที่เขาเรียนมา
Q : มีส่วนอื่นที่ต้องเสริมไหม ถ้าไม่ใช่เรื่องของรายวิชา
A : จริงๆ แล้วก็พยายามเติมเต็มในเรื่องของ Mindset แล้วก็ Passion นะครับ เด็กๆ มักจะคิดว่าอยากทำอะไร แบบมันน่าจะได้ แล้วทำเลย ลุยเลย พอสุดท้ายมันเฟล ถ้าไม่ได้ผ่านกระบวนการหรือโครงการอะไรพวกนี้เขาก็จะรู้สึกว่าทำไมมันไปไม่ได้ จนสุดท้ายก็จะขีดจำกัดความสามารถของตัวเอง ทั้งๆ ที่น้องเขามีศักยภาพ เพราะฉะนั้นสิ่งที่อยากฝากน้องๆ คือ พยายามอย่าไปจำกัดขีดความสามารถของตัวเอง แต่หาแนวทางเรียนรู้ ประสบการณ์จากเพื่อน พี่ หรือโครงการแล้วเราจะได้ประสบการณ์ในการดำเนินชีวิต หรือใช้ความรู้ความสามารถตามวิชาชีพให้ไปได้ดีขึ้นเรื่อยๆ ครับ
Q : เรื่องสุดท้าย อยากจะให้ฝากน้องๆ เกี่ยวกับการหาที่ฝึกงาน หรือการเตรียมตัวในการเรียนต้องทำยังไงบ้าง เพื่อที่จะก้าวออกมาสู่โลกแห่งความเป็นจริงในเรื่องของการทำงาน
A : จริงๆ อยากให้น้องค้นหาตัวเอง ผมเชื่ออยู่อย่างหนึ่งคือ คิดให้ดีก่อน ไม่ว่าจะเป็นสายอาชีพ และสาขาวิชาแบบไหน ศักยภาพเราเป็นยังไง ถ้าเราคิดดีแล้วเนี่ย ที่เหลือมันจะไปได้เอง อย่างที่สองคือ Passion มันต้องมีนะครับ เริ่มจากตรงนี้ก่อน ถ้าไม่รู้จะเริ่มตรงไหนก็อาจจะเริ่มจากจุดที่เราสนใจก่อน อย่างงานอดิเรกเราทำอะไร หาตัวเองให้เจอ แล้วที่เหลือก็ลุยเลยครับไม่ต้องรอ

ไม่ต้องกลัวในสิ่งที่มันยังมาไม่ถึง...ให้เราลองลุยกับมันก่อน