ribbon

บทความ SPU : ข้อสงสัย ต่อราคายาที่จำหน่ายในประเทศไทย โดย ผศ.นพดล ปกรณ์นิมิตดี คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีปทุม

UploadImage
 
ข้อสงสัย ต่อราคายาที่จำหน่ายในประเทศไทย

โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์นพดล ปกรณ์นิมิตดี
คณะนิติศาสตร์  มหาวิทยาลัยศรีปทุม
 
               หลายคน เมื่อได้อ่านชื่อบทความนี้  อาจสงสัยว่าทำไมต้องสงสัย อะไรกับราคายา   เราไปร้านขายยา เพื่อซื้อยา  เขาบอกเท่าไร เราก็จ่าย   เราไปคลินิก หลังรับการรักษาเสร็จก็ชำระค่ารักษาพยาบาลพร้อมรับยา  เขาบอกเท่าไรเราก็จ่าย     เราไปโรงพยาบาลเพื่อขอรับการรักษา  หลังรับการรักษาเสร็จก็ชำระค่ารักษาพยาบาลพร้อมรับยา  เขาบอกเท่าไรเราก็จ่ายไป      หลายคนบอกทราบดีอยู่แล้วว่าหากไปสถานพยาบาลเอกชนต้องจ่ายค่ายาแพงอยู่แล้วเพื่อแลกกับความสะดวกสบาย บริการที่ดี  หากไม่มีตังค์ก็ไปโรงพยาบาลรัฐซิ   คำตอบคือถูกต้องและใช่ครับ
                ยาที่จำหน่ายในประเทศ อาจมีช่องทางการจัดจำหน่ายอยู่หลายทาง  หลักๆ ก็อาจมีสถานพยาบาลกับร้านขายยา   แต่สำหรับราคายาในร้านขายยา อาจมีข้อสงสัยน้อยกว่ามาก เพราะหลายร้านก็มีการจัดจำหน่ายในราคาที่แตกต่างกันอยู่แล้ว
               บางคนตำหนิความคิดเรื่องการควบคุมหรือขอใช้คำใหม่ว่า “ดูแลราคายา” ที่เป็นธรรมจะเป็นไปได้อย่างไร  ยามีหลายตัวหลายประเภท ราคายามีขึ้นมีลงได้   บางคนมองว่าผู้ป่วยมีทางเลือก  สถานพยาบาลเอกชนบางแห่งเขาก็ต้องการหาเงิน ต้องมีกำไรซึ่งความเห็นนี้ก็ถูกต้องครับ    ไม่แตกต่างอะไรกับครั้งหนึ่งมีผู้คนบ่นเรื่องราคาน้ำเปล่า บรรจุขวดขาย  นอกร้านอาหารจำหน่าย 7 บาท  สถานที่ท่องเที่ยว หรือร้านอาหารจำหน่าย ขวดละ 20 บาท  ร้านอาหารก็บ่นว่า เขามีต้นทุนสูง เปิดแอร์ มีค่าไฟ มีค่าจ้างลูกจ้างที่ต้องจ่าย จะบังคับให้จำหน่ายเท่ากับราคาภายนอกร้านไม่ได้หรอก    สังคมบ่นกันอยู่พักหนึ่ง food center บางแห่งในห้างก็ยอมปรับราคา  แต่สภาพการณ์ตอนนี้ก็กลับมาเหมือนเดิมอีก
                เรื่อง การควบคุมราคายา   เมื่อได้ทำการค้นคว้าหาข้อมูลในอินเตอร์เน็ต  โดยใช้คำค้นหาว่า การควบคุมราคายา จะพบว่า มีทั้งบทความและงานวิจัย ที่พูดถึงเรื่องการควบคุมราคายา ทั้งทางตรงและทางอ้อม มาเป็นระยะเวลาหนึ่งแล้ว  ยกตัวอย่างปรากฎการณ์ในอดีตเรื่องการควบคุมราคายาที่จะขอเบิก จากหน่วยงานของรัฐเองก็มี เช่น  เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2556 กรมบัญชีกลางออกประกาศควบคุมการเบิกจ่ายเงินค่ายาโรงพยาบาลทั้งระบบ เป็นต้น   ซึ่งก็อาจสงสัยได้ว่า มาจากปัญหางบประมาณรายจ่ายเกี่ยวกับค่ายา ใช่หรือเปล่า
               หรือจะเป็นกรณีเอกสารจดหมายข่าว  “ยาวิพากษ์”  จดหมายข่าวศูนย์ข้อมูลเฝ้าระวังระบบยา ปีที่ 6 ฉบับที่ 26  เดือนมีนาคม – พฤษภาคม 2558  ใช้ข้อความพาดหัวหน้าแรก จดหมายข่าว  ว่า “ทำไมราคายาประเทศไทยแพงจัง?”  เอกสารดังกล่าว จึงอาจเป็นบทสะท้อนความรู้สึกเรื่องปัญหาราคายาในประเทศไทย ซึ่งมีมาแล้วช่วงหนึ่งแล้วได้
                ในแง่มุมของกฎหมาย   พระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ.2541    มาตรา 32 ได้วางหลักไว้ว่า
มาตรา ๓๒  ผู้รับอนุญาต(ให้ประกอบกิจการสถานพยาบาล)ต้องแสดงรายละเอียดดังต่อไปนี้ ณ สถานพยาบาลนั้น
(๑) ชื่อสถานพยาบาล
(๒) รายการเกี่ยวกับผู้ประกอบวิชาชีพในสถานพยาบาล
(๓) อัตราค่ารักษาพยาบาล ค่ายาและเวชภัณฑ์ ค่าบริการทางการแพทย์ ค่าบริการอื่น และสิทธิของผู้ป่วยที่สถานพยาบาลต้องแสดงตามมาตรา ๓๓ วรรคหนึ่ง
การแสดงรายละเอียดตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวง
 
มาตรา ๓๓ รัฐมนตรีโดยคำแนะนำของคณะกรรมการมีอำนาจประกาศกำหนดชนิดหรือประเภทของการรักษาพยาบาล ยาและเวชภัณฑ์ การบริการทางการแพทย์ หรือการบริการอื่นของสถานพยาบาล และสิทธิของผู้ป่วย ซึ่งผู้รับอนุญาตจะต้องแสดงตามมาตรา ๓๒ (๓)
                  ผู้รับอนุญาตจะเรียกเก็บหรือยินยอมให้มีการเรียกเก็บค่ารักษาพยาบาล ค่ายาและเวชภัณฑ์ ค่าบริการทางการแพทย์ หรือค่าบริการอื่นเกินอัตราที่ได้แสดงไว้มิได้ และต้องให้บริการแก่ผู้ป่วยตามสิทธิที่ได้แสดงไว้
 
            หากวิเคราะห์เนื้อความในกฎหมาย มาตรา 32 ประกอบกับมาตรา 33  จะเห็นนัยแห่งการควบคุมราคายาทางอ้อมกับสถานพยาบาล    ว่าจะเรียกเก็บค่ายาจากผู้ป่วยเกินกว่าอัตราที่ได้แจ้งไม่ได้  ปัญหาคือในทางปฏิบัติทำได้จริงหรือเปล่า
             ฉะนั้น  หากใครบอกว่าการควบคุมราคายามีไม่ได้ในหลักการ ก็อาจไม่น่าจะจริงแล้วกระมังครับ เพราะกฎหมายเองก็เปิดช่องให้กระทำได้โดยอ้อม  แต่ปัญหาในทางปฏิบัติก็คือ   การที่สถานพยาบาลที่ไม่รับผู้ป่วยไว้ค้างคืนหรือคลินิกปิดป้ายแสดงข้อความ ให้สอบถามอัตราค่ารักษาพยาบาลค่ายาได้ ที่เคาน์เตอร์  แต่ถามจริงๆเถอะครับ  ผู้ป่วยหรือญาติป่วย  ที่ต้องการขอรับการรักษา  จะมีซักกี่คนกล้าถาม     ประเทศไทยเรา ยังไม่มีสถานพยาบาลที่มีบุคลากรพร้อมอันครอบคลุมไปทั่วทุกท้องที่ในประเทศ  ดังเช่น ร้านสะดวกซื้อบางยี่ห้อที่ไปที่ไหนก็ต้องพบ  บางแห่งเจอทั้งหัวซอยกลางซอยและท้ายซอยเลยนะครับ  ใครที่บอกว่าไม่อยากจ่ายเงินแพงก็ไปรับการรักษาในโรงพยาบาลรัฐ  ก็ขอความกรุณาให้คำนึงถึงข้อเท็จจริงนี้ ประกอบกับปัญหาสภาพการจราจรในเมืองหลวง หรือในหลายท้องที่ ที่ยังขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์ด้วยเถอะนะครับ      
             ผู้ป่วยหนัก  คนเจ็บหนักใกล้ตาย   ใกล้สถานพยาบาลที่ไหน ก็ต้องเข้าที่นั่นก่อนครับ    หากสมมติมีการคิดค่ายาแพงอย่างไง หากมีเงินเก็บ ก็ต้องยอมจ่าย     
 
              ความพิเศษของยา ก็คือ  มันคือหนึ่งในปัจจัย 4 อันเป็นสิ่งจำเป็นต่อมนุษย์ในการดำรงชีวิต  อาหาร  ที่อยู่อาศัย  เครื่องนุ่งห่ม  และสุดท้ายก็คือยารักษาโรค    มนุษย์ จำเป็นต้องใช้ยาเพื่อบรรเทาอาการเจ็บไข้ได้ป่วยหรือเพื่อให้หายจากโรคที่เป็น  แม้กระทั่งสัตว์เลี้ยง สัตวแพทย์ก็ต้องใช้ยาในการรักษาสัตว์เช่นกัน   เราควบคุมราคาสินค้าหรือบริการบางอย่างได้ แต่สำหรับยาแล้ว ควรจะปล่อยเสรีในเรื่องราคายาหรือปล่อยให้เป็นไปตามกลไกของตลาดหรือตามความต้องการของใครเพียงบางคนได้หรือไม่  ก็ขออนุญาตฝากเป็นข้อสงสัย
              ท้ายสุดนี้  ประเทศไทยเรา กำลังหรือได้ก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุแล้ว  ผู้สูงอายุน่าจะต้องการใช้ยามากกว่า คนหนุ่มสาวแน่นอน    นักธุรกิจทำธุรกิจย่อมหวังผลกำไร  ไม่ผิดครับ  แต่กำไรที่ได้จากความเป็นความตายของมนุษย์  ควรจะแค่ไหนอย่างไร  หากถามอีกฝ่ายคงตอบอีกอย่าง    แต่หากถามใจผู้ป่วย หรือญาติผู้ป่วย คนที่มีทุนทรัพย์น้อย(ไม่พูดถึงคนรวยนะครับ)   คงอาจคิดหวังเพียงราคายาบวกกำไรที่เหมาะสม หรือพอสมควรกับเงินในกระเป๋าที่เขาพอมีและพอจะจ่ายได้เพื่อคนป่วยที่เขารักครับ   การดูแลราคายาให้เป็นธรรมในกรณีสถานพยาบาลบางแห่ง จะสามารถทำได้หรือไม่ได้นั้นก็คงต้องฝากเป็นข้อสงสัยถามใครบางคนในสังคมไทย กันต่อไปไม่รู้จะอีกนานแค่ไหนกระมังครับ