บทความ : Understanding Digital Culture and System Integration for Transformation

UploadImage
 

Understanding Digital Culture and System Integration for Transformation
คณะเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยศรีปทุม จัดบรรยายพิเศษโครงการบัณฑิตพันธุ์ใหม่ ด้าน IT (NON DEGREE), RE SKILL- UP SKILL รุ่นที่ 2 ปีการศึกษา 2563 ณ  ห้อง 11-903 ชั้น 9 อาคาร 11  สำหรับหลักสูตรการเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมด้วยการวิเคราะห์ข้อมูลและเข้าใจผู้บริโภคในเชิงลึก (Industries Transformation with Data Analytics and Consumer Insights)  โดยได้รับเกียรติจากวิทยากรพิเศษ   คือ คุณศุภชัย สัจไพบูลย์กิจ CEO @ Optimus (Thailand) Co., Ltd. บรรยายในหัวข้อ “Understanding Digital Culture and System Integration for Transformation” พอสรุปประมวลความได้ดังนี้

UploadImage

คุณศุภชัย บรรยายว่า ในปัจจุบันการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล (Digital Transformation) มีแทบทุกแห่ง เพราะว่าระบบต่างๆ จะเป็นระบบอัจฉริยะทั้งหมด (System Intelligence) ดังนั้นคุณจะต้องเตรียมการรองรับ ไม่ว่าจะเป็น (1). การเพิ่มศักยภาพให้กับพนักงานของคุณ (Empower Your Employees), การดึงดูดลูกค้าของคุณ (Engage Your Customers), การปรับแต่งการปฏิบัติการของคุณ (Customize Your Operations), การส่งผ่านผลิตภัณฑ์ของคุณ (Transform Your Product)  การทำ  Transformation ที่ยาก คือ การเปลี่ยนแปลงประสบการณ์ของลูกค้า (Change Customer Experience) ในยุคของเศรษฐกิจดิจิทัล คนไม่จำเป็นต้องรู้จักกัน เช่น การค้าขายพืช ผัก ผลไม้ ไม่ใช่ว่าใครๆ ก็ทำได้ คนที่ทำได้ต้องมีรถห้องเย็น คนที่ไม่รู้จักกัน พอร่วมค้าขายด้วยกันแล้วก็จากกันไป หากจะใช้บริการค่อยมาเจอกันใหม่ ทุกคนคงรู้จัก Facebook ตอนนี้เป็น Advertising Flatform “ทำอะไรก็ได้เพื่อให้ได้เงิน” ในยุคอนาล็อก (Analog) หนังสือพิมพ์ เช่นไทยรัฐ เดลินิวส์ และโทรทัศน์ เช่น ช่อง 3-5-7-9 ต้องจ่ายเงินให้กับคนเขียน Contents ในยุคดิจิทัล เราสามารถสร้างเพจของบริษัทพรุ่งนี้ได้เลย ทุกวันนี้โลกกำลังเปลี่ยนแปลง-ความต้องการในการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล (World is Changing-The need for Digital Transformation) คือ (1). ข้อมูลมหาศาล (Big Data) 90% ของข้อมูลถูกสร้างขึ้นในช่วงสองปีที่ผ่านมาเพียงอย่างเดียว (2). โทรศัพท์มือถือ (Mobile) 1 พันล้าน (บวก) อุปกรณ์สมาร์ทที่จัดส่งในปี 2013 เพียงอย่างเดียว (3). โซเชียล (Social)  81% ของลูกค้าขึ้นอยู่กับเว็บไซต์โซเชียลเพื่อขอคำแนะนำในการซื้อสินค้าเช่น Facebook, Twitter (4). คลาวด์ (Cloud) 62% ของปริมาณงานทั้งหมดจะอยู่ในระบบคลาวด์ภายในปี 2560 (5).อินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่ง (Internet of Thinhs (IoT) อุปกรณ์ 50 พันล้านชิ้นจะเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตภายในปี 2020 และ (7). เศรษฐกิจ API (API Economy) หรือ Application Programming Interface เป็นชุดของรหัสที่ทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างบริการดิจิทัลทำให้แอปหนึ่งสามารถเข้าถึงข้อมูลหรือความสามารถจากอีกแอปหนึ่งได้  ทำให้ยอดขายการค้าทั่วโลกอยู่ที่ 85 พันล้านในปี 2556 และคาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 1 ล้านล้านดอลลาร์ภายในปี 2560-2561 และอาจมีคำถามต่ออีกว่า ทำไม Digital Transformation (DT) จึงมีความสำคัญ? ก็เพราะว่า DT สร้างยุคใหม่ให้กับภูมิทัศน์ของโลก, ความเป็นอยู่ของชีวิตก็กลายเป็นความแตกต่าง, ทำให้ธุรกิจเอสเอ็มอี (SMEs) หยุดชะงัก ในลำดับต่อมาเป็นคลื่นแห่งการหยุดชะงัก (Waves of Disruption) ในยุคตั้งแต่ปี 2538 เป็นต้นมา เป็นยุคของเพลง, การถ่ายภาพ, การเช่าวิดีโอ ต่อมาในปี 2553 เป็นเรื่องของสื่อสิ่งพิมพ์, โทรทัศน์, การท่องเที่ยว, และเรื่องของทรัพยากรมนุษย์ ในปี 2015 จะเป็นเรื่องของ การค้าปลีก, การดูแลสุขภาพ, ยานยนต์, การศึกษา, โทรคมนาคม, อาหาร, รหัสคำสั่งตรวจสอบในอนาคตFuture Monitored Command Code (FMCC), การธนาคาร / ประกันภัย และในปี 2564 ทุกอย่างเน้นเรื่องความปลอดภัย และความสะดวกสบายทั้งหลายจะต้องเผชิญกับการหยุดชะงักด้วยระบบดิจิทัล

          คำพูดที่น่าสนใจ (Interesting Saying) เป็นที่ทราบกันดีว่าในปัจจุบันข้อมูลเป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับทุกองค์กร เช่น ข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) ในยุคก่อนหน้านี้ มีการค้นพบน้ำมัน ซึ่งได้ก่อให้เกิดการพัฒนาอย่างมากมายหลายด้าน และต่อมาได้มีการค้นพบการนำระบบกระแสไฟฟ้ามาใช้ได้  ดังนั้น ไฟฟ้าก็เป็นอีกชนิดหนึ่งที่ทำให้โลกเกิดการ Disruption พอมาถึงยุคนี้ข้อมูลมีความสำคัญมาก นายคลิฟ ฮัมบี้ (Clive Humby) กล่าวเอาไว้ว่า “ข้อมูลคือน้ำมันใหม่ (Data is the oil)” เศรษฐกิจดิจิทัล ต้องเติมคำว่า Intelligence เข้าไปด้วย เราเรียกว่า Machine Learning เรากำลังยัดเยียด Intelligence เข้าไปให้เป็น Artificial และต้องทำการตรวจสอบองค์กรของตนเองว่า มี Data Strategy ที่ดีพอหรือยัง นั่นก็คือการให้ความสำคัญกับข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) หรือ 4 V คือ (1). ปริมาณ (Volume) หมายถึง ข้อมูลที่มีจำนวนมหาศาลที่เพิ่มขึ้นในทุกขณะทุกวัน ทุกเวลา (2). ข้อมูลมีความหลากหลายประเภท (Variety) หมายถึง ข้อมูลที่เกิดขึ้นมีหลายประเภทได้แก่ ประเภทข้อมูลที่มีโครงสร้าง (Structure) ได้แก่ กลุ่มข้อมูลที่มีความสัมพันธ์กัน ถูกจัดเก็บเอาไว้ในฐานข้อมูลอย่างมีกฎเกณฑ์ เช่นการส่งใบแจ้งเตือนเกี่ยวกับบัญชีที่ชำระหนี้เกินกำหนดไปให้ลูกค้า, ข้อมูลประเภทกึ่งโครงสร้าง (Semi-Structure)  เป็นข้อมูลการตัดสินใจเกี่ยวกับปัญหาที่ไม่สามารถระบุกระบวนการหรือวิธีการตัดสินใจได้ล่วงหน้าในบางส่วน แต่ไม่มากพอที่จะนำไปตัดสินใจได้อย่างแน่นอน, ประเภทข้อมูลที่ไม่มีโครงสร้าง (Unstructure) เป็นข้อมูลการตัดสินใจเกี่ยวกับปัญหาที่ไม่สามารถกำหนดกระบวนการตัดสินใจได้ล่วงหน้า เช่น ข้อมูลที่เป็นข้อความ รูปภาพ อีเมล เสียงและวิดีโอ เป็นต้น (3). ข้อมูลที่มีความรวดเร็ว (Velocity) หมายถึง อัตราความเร็วที่เพิ่มขึ้นของข้อมูลเป็นไปอย่างรวดเร็วใกล้เคียงกับเวลาเป็นจริง (Real-Time Information) เช่น การส่งข้อความที่สนทนากันบนเว็บเครือข่ายสังคมออนไลน์  การใช้โทรศัพท์สมาร์ทโฟนและแท็บเล็ต การถ่ายรูป ถ่ายวิดีโอ อัดเสียง ของกิจกรรมที่เกิดขึ้น เช่น การเดินทางไปท่องเที่ยว สามารถที่จะอัพโหลดรูปภาพขึ้นเฟซบุ๊กได้ในทันที  และ (4).ข้อมูลที่ไม่มีความชัดเจน (Veracity) เป็นลักษณะของข้อมูลที่มีความคลุมเครือ ไม่แน่นอน  เช่น ข้อมูลที่มาจาก Twitter, Facebook, YouTube เป็นต้น

          ตำแหน่งของไอที (IT Positioning) เมื่อปี ค.ศ.2015 ในการทำธุรกิจ (Business) ดิจิทัลเป็นเพียงส่วนประกอบ หรืองานอดิเรก (Digital at the sidelines) เช่น ใช้ดิจิทัลทำการตลาด (Digital Marketing)  แต่ตั้งแต่ปี ค.ศ.2020 เป็นต้นมา ดิจิทัลเป็นสิ่งสำคัญหรือเป็นหลัก (Digital in the Core) ในการประกอบธุรกิจทั้งปวง ที่เรียกว่า การเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ดิจิทัล ไม่ว่าจะเป็นการทำการตลาดและการสื่อสาร (Marketing & Communication), การบริการลูกค้า (Customer Care), การขาย (Sales), ทรัพยากรมนุษย์ (Human Resource) และเทคโนโลยีสารสนเทศ (Information Technology)
สิ่งที่ต้องควรระวัง (Be Aware) คือ (1). เพื่อความอยู่รอด (To Survive) ในช่วง 50 ปีที่ผ่านมาอายุการใช้งานเฉลี่ยของ บริษัท ลดลงจาก 60 เป็น 18 ปี  (2). การทำให้มีประสิทธิภาพ (To become efficient) GDS (Global Distributions System) เป็นระบบที่ใช้สำหรับการจองเกี่ยวกับการท่องเที่ยวระดับโลกแบบจุดเดียว (Single Point) ไม่ว่าจะเป็นการจอง แอร์ไลน์ หรือตั๋วเครื่องบิน จองโรงแรม จองรถเช่า และอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวช่วยรัฐบาลอังกฤษได้ถึง 1.7 พันล้านปอนด์ ผ่านการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลและเทคโนโลยี และ (3). สร้างแรงดึงดูดความสามารถ (To attract talent) คราวนี้มาดูเรื่อง การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลทั้ง  7 ชั้น (The 7 layers of digital transformation) คือ (1). ประสบการณ์ของลูกค้า (Customer Experience), (2). วัฒนธรรม (Culture), (3). ตัวแบบทางธุรกิจ (Business Model), (4). องค์กร (Organization), (5). กระบวนการ (Process), (6). ความเป็นผู้นำ และความสามารถ (Leadership & capabilities) และ (7). โครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) คำพูดที่น่าสนใจ (Interesting Saying) วิกกี้ บราวนิ่ง (Vicky Browning) ผู้อำนวยการ Charity Comms กล่าวว่า “เมื่อชาวพื้นเมืองดิจิทัลเติบโตขึ้น และเข้าสู่ทีมงานมันจะเป็นเรื่องแปลกมากขึ้นสำหรับทักษะเหล่านั้นที่จะอยู่ในไซโล (As digital natives grow up and enter the workforce it's going to be increasingly odd for those skills to be in silos)” ต่อมาเป็นเรื่อง ความหลากหลายคืออะไร (What are diversity) กล่าวถึงเรื่องของคน สามารถแบ่งแยกคนออกเป็นได้ 2 ประเภทหรือ 2 ยุค ซึ่งมีความคิดอ่านไม่เหมือนกัน คือ (1).ผู้อพยพดิจิทัล (Digital Immigrants) หมายความว่า คนในยุคนี้ เช่น คุณป้าน้า อา ถูกหล่อหลอมมาไม่เหมือนกัน คนยุคนี้คุ้นเคยกับข้อความ (Text), ทรัพยากรที่มีจำกัด (Limited Resources), มีการคิดแบบเรียงตามลำดับ (Sequential Thinking), ทำงานเดียว (Single Task) (2). ชาวดิจิทัล (Digital Native) สามารถทำได้หลายงาน (Multi Task), การคิดแบบคู่ขนาน (Parallel Thinking), ใช้สื่อมัลติมีเดีย (Multimedia), ,มีทรัพยากรหลายอย่าง (Multi Resources) คนในยุคนี้เป็น Generation ใหม่ ระแวงไปหมด ตอนโทรศัพท์ iPhone ออกมาใหม่ๆ ได้เปลี่ยนประสบการณ์ใหม่ให้กับคนกลุ่มนี้  คนทั้ง 2 ยุคดังกล่าวนี้ อาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ เช่น กลุ่มคน Digital Immigrant ฝึกทักษะพัฒนาอาจจกลายเป็น Digital Native ได้ ส่วนกลุ่มคนยุค Digital Native อาจกลายเป็น Digital Immigrant ได้ เช่น คนที่อยู่ต่างจังหวัด ที่ไม่มีอินเทอร์เน็ตใช้ สรุป ตัวอย่างเช่น หนอนที่กระดึ้บอยู่บนใบไม้ และกลายเป็นผีเสื้อ ส่วน Value preposition คือ การผสมเกสรดอกไม้ คนเราเกิดมาตอนเป็นเด็กทารก ในช่วงแรกๆ ก็ต้องพึ่งพาพ่อแม่ แต่ต่อมาเรียนรู้และพึ่งตัวเองได้ หรือตัวอย่างคนที่ไปอยู่ในประเทศที่มีอากาศหนาว อุณหภูมิติดลบ 20 องศา วิถึชีวิตก็ต้องปรับเปลี่ยนและปรับตัว สำหรับธนาคาร (Bank) Value Preposition ของธนาคาร คือ ความเชื่อถือ (Trust) หรือการสร้างให้ลูกค้ามีความเชื่อถือ

          ในปัจจุบัน เทคโนโลยีเปลี่ยนไปรวดเร็วมาก Startup ก็เป็นเรื่องหนึ่งที่มีคนกล่าวถึงกันมาก ถ้าคิดจะทำ Startup ต้องลงมือทำทันทีเลย เพราะเดี๋ยวนี้มีคนที่มีเงินต้องการจะมาลงทุนมีจำนวนมากที่เรียกว่า ธุรกิจเงินร่วมลงทุน (Venture Capital: VC) และควรทำให้ถึง Unicorn  (ยูนิคอร์น) หมายถึง ธุรกิจ Startup ที่มีมูลค่าบริษัทมากกว่า 1 พันล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐ ในสมัยก่อน จะมีการสอบ Entrant เข้ามหาวิทยาลัย เช่น สอบเข้าบัญชี, สถาปนิก เรียนจบมาก็ประกอบอาชีพไปตามนั้น แต่ปัจจุบันเป็นยุคของดิจิทัล (Digital Era) ไม่เหมือนสมัยก่อน คนในปัจจุบันเท่ากันหมด ข้อดี คือมีโอกาส ส่วนข้อเสีย คือ โอกาสตาย ก็มีมาก เมื่อก่อนการจะที่บอกว่า จะมา Disrupt ธนาคารนั้นเป็นเรื่องยากมาก  แต่ปัจจุบันต้องล้างบางกันหมด สมาร์ทโฟน และความเร็วของยุค 5G เป็นตัวแปรสำคัญ ลักษณะเด่นของ 5G  คือ (1). ความเร็ว (Speed) (2). ตัดความหน่วง (3). ปริมาณข้อมูล (Data) รับได้ไม่จำกัดโหนด เป็นแสนโหนดก็รับได้

          สุดท้ายเป็นเรื่องของวัฒนธรรม สิ่งที่ทำให้เกิดวัฒนธรรม (What makes Culture) คือข้อจำกัด/โซลูชันของความขาดแคลน(Limitations/Scarcity Solutions), การปฏิบัติตามความเชื่อ / ค่านิยม / ประเพณี / มารยาท / ลักษณะนิสัย (Believes/Values practice/Tradition/Etiquette/Manner) “ภาษา (คำศัพท์) เป็นการตรวจสอบการอ้างอิงที่ดี (Language (vocab) is a good reference check)” วัฒนธรรมที่ดีต้องมีการทำซ้ำๆ ถ้าจะทำได้ดีต้องมีข้อจำกัด เช่น การเกิดขึ้นของโรคไวรัส COVID-19 คล้ายกับ Digital คือ การไม่รู้จักกัน ตัวอย่างการทำธุรกิจพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (e-Commerce) เป็นตัวบังคับ การกระทำทุกๆ อย่างจะกลายเป็นวัฒนธรรม (Everything will be a culture) ไม่ว่าจะเป็นการจัดการ หรือไม่จัดการ การวางแผน หรือไม่วางแผน ความชอบหรือไม่ชอบ “เป็นวิธีการทำสิ่งต่างๆ ในลักษณะซ้ำ ๆ (It's ways of doing things in a manner repeatedly)” เมื่อวัฒนธรรมไม่มีขอบเขต (When cultures has no boundary)ไม่ว่าจะใกล้ตาย การดื่ม การร้องเพลง การเล่นกีฬา ตัวอย่างเช่น วัฒนธรรมเอเชีย กับ ตะวันตก (Asian Culture VS. Western) คนเอเชียเป็นคนสุภาพ-คนคิดว่าพวกเขาเป็นคนโกหก (Asian is polite-people think they are liars) ส่วนคนตะวันตกเป็นคนซื่อสัตย์ – ผู้คนคิดว่าพวกเขาหยาบคาย (Western is HONEST-People think they are RUDE).

UploadImage

บทความโดย ผศ.สุพล  พรหมมาพันธุ์
อาจารย์ที่ประจำสาขาวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศ และการสื่อสาร
คณะเทคโนโลยีสารสนเทศ  มหาวิทยาลัยศรีปทุม